5 วาทะสุดลึกล้ำจากบทบาทสำคัญของ โรบิน วิลเลียมส์

Home / Bioscope focus / 5 วาทะสุดลึกล้ำจากบทบาทสำคัญของ โรบิน วิลเลียมส์

โดย ธิดา ผลิตผลการพิมพ์

(ปรับปรุงและเรียบเรียงจากบทความในนิตยสาร BIOSCOPE)

 

ไม่ใช่เรื่องยากจะเข้าใจ ว่าทำไม โรบิน วิลเลียมส์ (1951-2014) จึงเล่นได้ตั้งแต่บทยักษ์ จีนี, ศาสตราจารย์, แม่บ้าน, หุ่นยนต์, คนจรจัด ไปยันจิตแพทย์ ถ้าสรุปอย่างรวบรัดที่สุด เขาเป็นหนึ่งในนักแสดงน้อยคนที่มีพลังล้นทะลักจนควบคุมได้ทุกฉากทุกตอนของตน-ไม่ว่าจะยามอยู่บนจอหรือบนเวที

ความสามารถในการใช้ภาษากายและการปั้นแต่งน้ำเสียงของเขาอยู่ในระดับลอกเลียนกันไม่ได้ มันเปิดทางให้เขาได้รับบทที่ทรงอิทธิพลต่อความรู้สึกของคนดูยิ่งยวด และมีโอกาสได้ผสมผสานตัวตนของเขาเองเข้ากับวาทะสำคัญในฉากโดดเด่นซึ่งสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้ชมอย่างมหาศาล

ด้วยเหตุผลนั้น ในวาระแห่งการลาจาก (ครบรอบวันตาย 5 ปีในวันที่ 11 สิงหาคมที่จะถึงนี้ และครบรอบอายุ 68 ปีในวันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา-หากเขายังมีชีวิตอยู่) และในท่ามกลางเรื่องราวมากมายที่ผู้คนกล่าวขานไว้อาลัยแก่เขา เราจึงขอร่วมแสดงความรำลึกด้วยการบันทึกไว้อีกครั้งถึง ‘ที่สุด’ ของฉากสำคัญเหล่านั้น ที่จะทำให้ทั้งตัวละครของเขาและตัวเขาเองฝังแน่นอยู่ในความทรงจำของเราไปตลอดกาล

 

1.

“เราไม่ได้อ่านและเขียนบทกวีเพราะมันน่ารัก เราอ่านและเขียนบทกวีเพราะเราเป็นส่วนหนึ่งของเผ่าพันธุ์มนุษย์ และเผ่าพันธุ์มนุษย์นั้นเต็มเปี่ยมด้วยอารมณ์ความรู้สึก การแพทย์ กฎหมาย ธุรกิจ วิศวกรรม ล้วนเป็นสายงานทรงเกียรติและจำเป็นต่อการดำรงชีพ แต่บทกวี ความงาม ความโรแมนติก ความรัก – เหล่านี้ต่างหากที่เรามีชีวิตอยู่เพื่อ

“วิตแมนกล่าวว่า ‘โอ! ตัวข้า โอ! ชีวิต ท่ามกลางคำถามต่อสิ่งอันซ้ำซาก ท่ามกลางขบวนรถไฟไม่สิ้นสุดแห่งความไร้ศรัทธา ท่ามกลางเมืองใหญ่ที่คลาคล่ำด้วยคนโง่งม ความสำคัญอยู่ตรงที่ใด โอ! ตัวข้า โอ! ชีวิต’ คำตอบคือ อยู่ตรงที่เธอมีชีวิตอยู่เดี๋ยวนี้ไงล่ะ อยู่ตรงที่เธอมีชีวิตอยู่และมีตัวตนอยู่

“หากละครชีวิตอันเปี่ยมความหมายกำลังแสดง และเธอต้องเอ่ยบทกวีสักบทหนึ่งออกมา …หากละครอันเปี่ยมความหมายกำลังแสดง และเธอต้องเอ่ยบทกวีถึงชีวิตของเธอออกมาสักบทหนึ่ง …บทกวีของเธอจะเป็นอย่างไร?”

– จอห์น คีตติง : Dead Poets Society

(1989, ปีเตอร์ เวียร์ – กำกับ / ทอม ชูลแมน – เขียนบท)

 

2.

“ถ้าฉันถามเธอเรื่องศิลปะ เธอคงยกเอาสารพัดข้อมูลจากหนังสือศิลปะทุกเล่มในโลกมาตอบ อย่าง มีเกลันเจโล เธอคงรู้เรื่องเขาเยอะมาก ทั้งผลงาน ความทะเยอทะยานทางการเมือง เรื่องเขากับสันตะปาปา เรื่องความเบี่ยงเบนทางเพศ รู้ไปหมดใช่มั้ย? แต่ฉันพนันได้เลยว่า เธอไม่มีทางบอกได้ว่ากลิ่นในโบสถ์น้อยซิสทีนเป็นยังไง เพราะเธอไม่เคยไปยืนอยู่ตรงนั้นแล้วเงยหน้ามองเพดานงดงามนั่นจริงๆ

“ถ้าฉันถามเธอเรื่องผู้หญิง เธอก็อาจสรุปรสนิยมส่วนตัวให้ฉันฟัง เธออาจเคยนอนกับผู้หญิงมาแล้วหลายครั้ง แต่เธอไม่มีทางบอกได้ถึงความรู้สึกของการตื่นนอนขึ้นมาข้างๆ ผู้หญิงสักคนหนึ่งแล้วรู้สึกเป็นสุขอย่างแท้จริง เธอเป็นเด็กเก่ง ถ้าฉันถามเรื่องสงคราม เธออาจยกวาทะเท่ๆ ของ เชคสเปียร์ มาพูดใส่หน้าฉัน แต่เธอไม่เคยเข้าใกล้ของจริงหรอก เธอไม่เคยประคองหัวเพื่อนรักไว้บนตักแล้วได้แต่มองเขาหอบหายใจเฮือกสุดท้ายขณะมองหน้าหวังขอความช่วยเหลือจากเธอ

“ถ้าฉันถามเธอเรื่องความรัก เธอคงหาบทร้อยกรองซอนเน็ตมาตอบ แต่เธอไม่เคยมองตาผู้หญิงสักคนหนึ่งแล้วรู้สึกเรี่ยวแรงหมดสิ้น รู้สึกเหมือนพระเจ้าส่งนางฟ้าลงมาบนโลกเพื่อเธอคนเดียว นางฟ้าผู้จะช่วยให้เธอพ้นจากขุมนรกมืดมิด และเธอก็ไม่รู้ว่าจะทำตัวเองให้เป็นเทวดาสำหรับผู้หญิงคนนี้ได้ยังไง ต้องทำอย่างไรความรักที่มีให้เขาถึงจะคงอยู่ชั่วนิรันดร์กาล ข้ามผ่านได้ทุกสิ่งอย่าง ผ่านได้กระทั่งโรคมะเร็ง”เธอไม่มีวันรู้ถึงการนั่งสัปหงกในโรงพยาบาลยาวนานสองเดือนพลางกุมมือเขาไว้เพราะหมอทั้งหลายรู้ดีจากแววตาของเธอว่ากฎชั่วโมงเยี่ยมบังคับใช้กับเธอไม่ได้ เธอไม่รู้อะไรเลยเรื่องความสูญเสียอย่างจริงแท้ เพราะความรู้สึกนั้นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเธอรักอะไรสักอย่างมากกว่าตัวเอง ซึ่งฉันสงสัยนะว่าเธอจะเคยรักใครมากขนาดนั้นหรือเปล่า?”

– ฌอน แม็กไกวร์ : Good Will Hunting

(1997, กัส แวน แซนต์ – กำกับ / แม็ตต์ เดมอน, เบน แอฟเฟล็ค – เขียนบท)

 

3.

“หนู เคธี จ๊ะ เวลาที่พ่อแม่บางคนโกรธกัน เขาอาจจะเข้ากันได้ดีขึ้นถ้าแยกกันอยู่ เพราะเมื่อไม่ต้องทะเลาะตบตีกันตลอดเวลา พวกเขาก็จะกลายเป็นพ่อแม่ที่ดีขึ้นสำหรับลูก บางครั้งเขาอาจจะกลับมาอยู่ด้วยกันใหม่ บางครั้งก็อาจจะไม่ ซึ่งถ้าไม่ หนูจงอย่าโทษตัวเอง การที่พวกเขาไม่ได้รักกันแล้ว ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่รักหนู

“โลกนี้มีครอบครัวหลายแบบจ้ะ เคธี บางครอบครัวมีแม่คนเดียว บางครอบครัวมีพ่อคนเดียว บางคนก็มีสองครอบครัว เด็กบางคนอยู่กับลุงหรือป้า บางคนอยู่กับปู่ย่าหรือตายาย และบางคนก็อยู่กับพ่อแม่บุญธรรม บางคนต้องแยกบ้านกันอยู่ อยู่กันคนละย่าน คนละเมือง และอาจไม่มีโอกาสได้พบหน้ากันเลยหลายวัน หรือหลายสัปดาห์ อาจเป็นเดือน หรือกระทั่งเป็นปี แต่ตราบใดที่ยังมีความรัก มันจะผูกโยงทุกคนเข้าหากันเสมอ และหนูก็จะยังมีครอบครัวอยู่ในหัวใจของหนูตลอดไป

แดเนียล ฮิลลาร์ด / มิสซิสเดาต์ไฟร์ : Mrs. Doubtfire

(1993, คริส โคลัมบัส – กำกับ / แรนดี เมย์เอม ซิงเกอร์, เลสลี ดิกซ์สัน – เขียนบท)

 

4.

“หมอก็คือคนที่คอยช่วยคนอื่นไม่ใช่เหรอครับ? ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่คำว่า ‘หมอ’ กลายเป็นสิ่งที่ผู้คนต้องก้มหัวให้ด้วยความเคารพ แบบ ‘ทางนี้เลยครับ คุณหมอสมิธ’ หรือ ‘โอ้ ขอโทษนะครับ คุณหมอโชลล์ ฝ่าเท้าคุณหมองามจังเลยครับ’ หรือ ‘ขออภัยนะครับ คุณหมอแพ็ตเทอร์สัน แต่แก๊สในกระเพาะของคุณหมอไม่เหม็นหรอกครับ’ – ตั้งแต่เมื่อไหร่ในประวัติศาสตร์กันที่หมอกลายเป็นสิ่งสูงส่งไปกว่าการเป็นเพื่อนผู้วางใจได้ที่คอยมาเยี่ยมและคอยรักษาความเจ็บปวดและคอยรักษาความเจ็บป่วย?

“พวกท่าถามผมว่าผมรักษาคนที่มาหาหรือเปล่า ก็ถ้านั่นหมายถึงการเปิดประตูต้อนรับคนที่ต้องการการดูแล คนที่เจ็บปวด หมายถึงการคอยใส่ใจพวกเขา ฟังพวกเขา หาผ้าเย็นมาเช็ดตัวช่วยลดไข้ ถ้านี่หมายถึงการรักษา ก็ใช่ครับ ผมทำผิดตามที่ท่านกล่าวหา

(แล้วคุณคิดถึงผลที่อาจจะเกิดจากสิ่งที่คุณทำหรือเปล่า? จะทำยังไงถ้ามีคนไข้ตาย?)

“แล้วความตายมันผิดยังไงเล่าครับท่าน? ทำไมเราต้องกลัวมันกันนัก? ทำไมเราไม่รับความตายด้วยความเป็นมนุษย์ ด้วยศักดิ์ศรี ด้วยความอ่อนน้อม และยิ่งกว่านั้นคือกระทั่งอาจจะด้วยอารมณ์ขัน? ความตายไม่ใช่ศัตรูหรอกครับ ท่านสุภาพบุรุษ หากเราจะต่อสู้กับโรคร้าย ขอให้เราจงสู้กับโรคที่เลวร้ายที่สุด นั่นก็คือ ความเย็นชาหมางเมินต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

“ผมเคยฟังคนของท่านสอนเรื่องการเว้นระยะอย่างมืออาชีพเพื่อที่หมอจะได้ไม่รับเอาความรู้สึกของผู้ป่วยมาเป็นอารมณ์ แต่การรับรู้ความรู้สึกของกันและกันเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ครับ มนุษย์แต่ละคนมีผลกระทบกับคนอื่นเสมอ แล้วทำไมเราจะต้องปฏิเสธสิ่งนั้นในความสัมพันธ์ระหว่างหมอกับคนไข้? นี่แหละเหตุผลที่ผมเชื่อว่าการสอนของพวกท่านผิดพลาด ภารกิจของหมอไม่ควรเป็นแค่การป้องกันความตาย แต่ยังควรเป็นการปรับปรุงคุณภาพชีวิตด้วย

“ถ้าท่านสนใจแต่จะรักษาโรค ท่านจะชนะบ้าง แพ้บ้าง แต่ถ้าท่านรักษามนุษย์ ผมขอรับประกันว่าท่านจะชนะเสมอ ไม่ว่าผลการรักษาจะออกมาเป็นอย่างไรก็ตาม”

แพ็ตช์ อดัมส์ : Patch Adams

(1998, ทอม ซาดีแอ็ก – กำกับ / สตีฟ โอเดอเคิร์ค – เขียนบท)

 

5.

“ผมมีเวลาเหลือไม่มากนัก ฉะนั้น ผมขอพูดเร็วๆ แบบเดียวกับชีวิตของผม

“เมื่อคนเรามาถึงช่วงท้ายของระยะนี้ในชีวิต เราจะพบกว่าตัวเราเองพยายามจดจำช่วงเวลาดีๆ และทำใจลืมช่วงเวลาร้ายๆ เราจะพบว่าตัวเราขบคิดถึงอนาคตและเริ่มวิตกว่า ‘ฉันจะทำอะไรต่อไปดี ฉันจะเป็นยังไงในอีกสิบปีข้างหน้า’

“แต่ผมอยากบอกคุณว่า ‘เฮ้ ลองมองฉันสิ’ อย่าวิตกให้มากเลย เพราะถึงที่สุดแล้ว เราทุกคนไม่ได้มีเวลายาวนานนักหรอกบนโลกใบนี้ ชีวิตมันโบยบินเร็วรี่ และถ้าคุณเจ็บปวดรวดร้าวขึ้นมาเมื่อไหร่ จงเงยหน้ามองผืนฟ้าของฤดูร้อน เมื่อดวงดาวลอยตัวในยามค่ำคืนและมีดาวตกพุ่งผ่านความมืดมิด เปลี่ยนกลางคืนเป็นกลางวัน

“เมื่อนั้นจงขอพรอยู่ในใจ คิดถึงผม แล้วใช้ชีวิตของคุณให้พิเศษสุด”

แจ็ค พาวเวลล์ : Jack

(1996, ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา – กำกับ / เจมส์ เดโมนาโก, แกรี นาโด – เขียนบท)