Bird Forest Whitaker Ghost Dog: The Way of the Samurai The Butler การแสดง นักแสดง ออสการ์ ฮอลลีวูด

รวมเคล็ดการแสดงแบบ ‘พ่อบุญทุ่ม’ ของ ฟอเรสต์ วิเทเกอร์

Home / Bioscope focus / รวมเคล็ดการแสดงแบบ ‘พ่อบุญทุ่ม’ ของ ฟอเรสต์ วิเทเกอร์

ในท่ามกลางนักแสดงผิวสีจำนวนไม่น้อยของฮอลลีวูดในทุกวันนี้ ชื่อของหนุ่มร่างใหญ่ท่าทางขึงขังอย่าง ฟอเรสต์ วิเทเกอร์ คือแนวหน้าคนสำคัญที่เราไม่อาจมองข้ามได้ เพราะเขาคือ Character Actor หรือนักแสดงที่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองไปได้ตามบทบาทอย่างแนบเนียน จนผู้ชมเชื่อในการสวมเป็นตัวละครแต่ละตัวของเขาแบบหมดหน้าตัก

อาจเป็นเพราะหนุ่มวัยเฉียดเลขหกคนนี้ยึดถือหลักการแสดงแบบ ‘พ่อบุญทุ่ม’ กล่าวคือพยายามที่จะเข้าใจและเป็นตัวละครนั้นๆ ให้ได้ใกล้เคียงที่สุด ทำให้ผลงานเด่นๆ ของเขาอย่าง Bird (1988, คลินต์ อีสต์วูด), Ghost Dog: The Way of the Samurai (1999, จิม จาร์มุช), The Last King of Scotland (2006, เควิน แม็กโดนัลด์ – ที่ส่งให้เขาคว้าออสการ์นักแสดงนำชายยอดเยี่ยมมาครอง) และ The Butler (2013, ลี แดเนียลส์) เข้าไปนั่งอยู่ในใจของผู้ชมได้ตลอดมา และนักแสดงคนอื่นๆ ก็ถึงขั้นอยากรู้กลเม็ดเคล็ดลับในการถ่ายทอดตัวละครแบบลงลึกถึงแก่นของเขาบ้าง

“ผมพยายามอย่างหนักเลยนะครับที่จะเป็นนักแสดงที่เก่งกว่านี้” วิเทเกอร์เผย – ซึ่งนี่คือตัวอย่างเพียงเล็กน้อยจากความพยายามเหล่านั้นของเขา!

ใช้ชีวิต-ฝึกทักษะเฉพาะทางแบบตัวละครใน Bird

ในหนังชีวประวัติว่าด้วยนักดนตรีแจ๊ซซ์ระดับตำนานอย่าง ชาร์ลี ‘เบิร์ด’ ปาร์คเกอร์ ของอีสต์วูดเรื่องนี้ วิเทเกอร์ในวัยละอ่อน-ผู้ซึ่งมีโอกาสได้รับบทนำเป็นครั้งแรกในเส้นทางสายการแสดง-ตัดสินใจเตรียมตัวเป็นเบิร์ดด้วยการแยกตัวเองออกมานอนคนเดียวในห้องเปล่าที่มีแค่เตียง โซฟา และแซ็กโซโฟน (เพื่อให้เข้าถึงสภาวะโดดเดี่ยวของเบิร์ด), ศึกษาเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับตัวละคร และเรียนเป่าแซ็กฯ อย่างเอาเป็นเอาตาย (แม้เขาจะมีตัวแสดงแทนในฉากที่ต้องฉายให้เห็นภาพการเล่นดนตรีแบบชัดๆ ก็ตาม) จนเขา ‘กลาย’ เป็นเบิร์ดได้อย่างไร้ที่ติ – ซึ่งบทบาทนี้เองที่ทำให้เขาคว้ารางวัลนักแสดงชายยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ และเข้าชิงลูกโลกทองคำในสาขานำชายประเภทหนังดราม่าอีกด้วย

อ่าน อ่าน และอ่านให้เข้าถึงจิตวิญญาณของตัวละครใน Ghost Dog: The Way of the Samurai

การเล่นเป็น โกสต์ ด็อก -ตัวละครนักฆ่าผิวสีที่ยึดวิถีบูชิโดของเหล่าซามูไร- นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะวิเทเกอร์ต้องตะลุยศึกษาปรัชญาตะวันออก และฝึกนั่งสมาธิเนิ่นนานเป็นชั่วโมงๆ เพื่อเข้าให้ถึง ‘จิตวิญญาณของนักฆ่าผู้เปี่ยมหลักการและศรัทธา’ ในเรื่อง โดยผู้กำกับหัวก้าวหน้าอย่างจาร์มุชเล่าว่าเขาพัฒนาตัวละครนี้โดยมีวิเทเกอร์อยู่ในหัวมาตั้งแต่แรก และหากเขาไม่รับเล่น จาร์มุชก็จะไม่ทำหนังเรื่องนี้ ขณะที่นักวิจารณ์บางคนก็ออกมาชื่นชมว่า “มันยากมากที่จะนึกถึงนักแสดงคนอื่นที่สามารถเล่นเป็นนักฆ่าผู้เลือดเย็นแต่ยังดูอบอุ่นและมีความเป็นมนุษย์แบบเขาได้” ซึ่งวิเทเกอร์เผยว่า “เวลาที่ผมเล่นเป็นฆาตกร มือปืน หรือใครก็ตาม คนมักจะเห็นอกเห็นใจตัวละครเหล่านั้นเสมอ นั่นเป็นเพราะผมเองก็มองหาสิ่งเหล่านั้นเช่นกัน – คนดูคงมองเห็นไอ้แสงวิบวับนั่นในตัวละครของผม”

ปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์-เป็นตัวละครทุกกระเบียดใน The Last King of Scotland

เช่นเดียวกับ Bird, เมื่อวิเทเกอร์ต้องรับบทเป็นตัวละครที่มีตัวตนอยู่จริงในประวัติศาสตร์อย่าง อีดี อามิน ประธานาธิบดีใจหยาบแห่งรัฐบาลทหารยุค 70 ของอูกานดา เขาจึงลงทุนเปลี่ยนตัวเองให้ใกล้เคียงอามินที่สุด โดยเพิ่มน้ำหนักอีกถึงเกือบ 23 กิโลกรัม (กรี๊ด!), เข้าคอร์สเรียนภาษาสวาฮีลี, ฝึกเล่นแอ็กคอร์เดียน (ที่อามินถนัด), บินไปอูกานดาเพื่อคุยกับญาติๆ และบรรดาทหารที่เป็นลูกน้องเก่าของอามิน รวมถึงไม่ยอมออกจากคาแร็กเตอร์เลยขณะออกกอง-แม้ว่าผู้กำกับจะสั่งคัตแล้วก็ตาม – ซึ่งทั้งหมดนั้นก็ทำให้วิเทเกอร์ดูเหมือนอามินมากเสียจนขณะที่เขากำลังทำการแสดงอยู่ในฉากที่อามินขึ้นปราศรัยในหมู่บ้านนั้น เหล่านักแสดงประกอบที่เป็นชาวบ้านชาวอูกานดาแถวนั้นถึงกับเข้าใจว่าเขาคือ ‘อามินตัวจริง’ กันเลยทีเดียว! “มันไม่ใช่แค่การเข้าใจตัวละครเท่านั้น แต่คุณต้องเข้าใจด้วยว่าการเป็นคนแอฟริกา เป็นคนอูกานดาจริงๆ นั้นมันเป็นยังไง คุณต้องมีพลังงานแบบนั้นไหลเวียนจากฝ่าเท้า แทรกซึมเข้าไปถึงภายในจิตวิญญาณของคุณด้วย” เขาว่า

เล่นเป็นตัวละครต่างช่วงวัย…แบบสลับไปสลับมาใน The Butler

บทนำในหนังเรื่องนี้คือการกลับมาผงาดอีกครั้งบนเวทีรางวัลของวิเทเกอร์ เนื่องด้วยตัวละคร เซซีล -พ่อบ้านผิวสีคนแรกของทำเนียบขาวผู้มีสถานะเป็นพยานรู้เห็นเหตุการณ์ความเปลี่ยนแปลงของสหรัฐอเมริกาตลอดสามทศวรรษ- ถูกอ้างอิงอย่างหลวมๆ มาจาก ยูจีน อัลเลน พ่อบ้านรุ่นใหญ่แห่งทำเนียบขาวที่มีตัวตนอยู่จริง (และทำหน้าที่มากว่า 30 ปีภายใต้ประธานาธิบดีถึง 8 คน) ซึ่งก็ช่างเข้าทางกับสไตล์การแสดงที่ผ่านมาของเขาเสียเหลือเกิน โดยเขาต้องฝึกทักษะทางร่างกายและจิตใจแบบพ่อบ้าน แล้วแปลงร่างเป็นเซซีลในช่วงวัยที่ต่างกัน ทั้งตอนที่เขาอายุ 30, 50 และ 90 ภายใต้เวลาการถ่ายทำที่จำกัดจำเขี่ย-คือวันละ 18-20 ชั่วโมง-ตามประสาหนังทุนต่ำ ซึ่งนั่นทำให้เขาต้องเล่นเป็นเซซีลในแต่ละช่วงวัยแบบสลับไปสลับมา (คุณพระ!) โดยต้องนั่งอยู่บนเก้าอี้แต่งหน้าวันละอย่างน้อย 3 ชั่วโมงเพื่อปรับอายุ …แถมยังอุตส่าห์หาเวลาไปออกแบบ ‘ลักษณะการออกเสียง’ ของเซซีลในแต่ละช่วงวัยมาให้ผกก.แดเนียลส์เลือกใช้อีกเสียด้วย!

“ผมไม่เคยต้องทำงานแบบ ‘ลงลึก’ เท่านี้มาก่อนเลยในอาชีพการแสดงของผม, ให้ตายเถอะ!” วิเทเกอร์สารภาพอย่างอารมณ์ดี