Liam: As It Was oasis Supersonic เลียม กัลลาเกอร์ โนล กัลลาเกอร์

Oasis: Supersonic ถึง Liam: As It Was มหากาพย์สารคดีพี่น้องคู่ไฟว์ในบริตป๊อป

Home / Bioscope focus / Oasis: Supersonic ถึง Liam: As It Was มหากาพย์สารคดีพี่น้องคู่ไฟว์ในบริตป๊อป

“ไอ้เลียมมันเป็นเหมือนส้อมในโลกที่มีแต่ซุป”
“ไอ้โนลอะนะ หมอนั่นมันจองหอง ชอบทำยังกะว่า Oasis เป็นวงแบ็คอัพยังงั้นแหละ”

การดวลฝีปากระหว่างสองพี่น้องกัลลาเกอร์ -โนลและเลียม- เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2000 เมื่อหนึ่งในวงดนตรีของจักรวาลบริตป๊อปอย่าง Oasis ระส่ำระสายและแตกออกในที่สุด เมื่อโนลคนพี่ ผู้เป็นคนเขียนเพลงและมือกีตาร์ ตัดสินใจออกจากวงโดยทิ้งสมาชิกคนอื่นๆ รวมถึงเลียม น้องชายแท้ๆ ที่เป็นฟร้อนต์แมนให้ยังอยู่ต่อไป ภายหลังความสำเร็จอันเฟื่องฟูของวงตั้งแต่ยุค 90 เมื่อโลกทั้งโลกพร้อมใจกันครวญ Wonderwall, Live Forever และ Champagne Supernova ที่บุกยึดชาร์ตเพลงทุกหัวระแหง ไม่ว่าจะในอังกฤษ ยุโรป หรือแม้แต่ดินแดนที่ว่ากันว่า ‘ตีแตก’ ได้ยากที่สุดอย่างอเมริกา วง Oasis ในนามของบริตป๊อปก็ถล่มทุกกำแพงมาแล้ว

แต่ดังที่เราหลายๆ คนรู้กัน พี่น้องกัลลาเกอร์นั้นนอกจากจะขึ้นชื่อเรื่องฝีปากคมกริบที่ฟาดคนในอุตสาหกรรมดนตรีมาแล้วถ้วนหน้า พวกเขายังตีกันเองเป็นประจำอีกด้วย จนความสัมพันธ์แบบผีเข้าผีออกของทั้งสองกลายเป็นจุดขายหนึ่งของวงไปในที่สุด แฟนเพลงทั้งชินและสนุกสนานกับการเห็นคู่พี่น้องวิวาทกันออกสื่อเสมอ แต่แน่นอนว่าเมื่อการแตกหักของวงมาถึง ก็ยังเป็นเรื่องน่าเศร้าและน่าสะเทือนใจสำหรับแฟนเพลงอยู่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมันหมายความถึงสายสัมพันธ์ของพี่น้องที่ถูกสะบั้นลงไปด้วย

ภายหลังจากนั้น โนลออกมาเป็นศิลปินเดี่ยวขณะที่เลียมพยายามฟอร์มวงแต่ก็ไปได้ไม่สวยนัก จนที่สุดแล้ว เขาก็แยกตัวออกมาเป็นศิลปินเดี่ยวอีกเช่นกัน พร้อมการพยายามส่งสารไปยังพี่ชายให้หายโกรธและกลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง หลังผ่านการพิพาทอันรุนแรงมาแล้วได้สิบกว่าปี (แต่ก็แน่ล่ะว่าตามประสาเลียม เขาง้อโนลไปพลางสลับกับที่ก่นด่าโนลไปพลางๆ ด้วยเช่นกัน)

ไม่น่าแปลกอะไรที่เรื่องเหล่านี้จะทำให้ Oasis กลายเป็นซับเจ็กต์อันโอชะของเหล่าคนทำหนัง เพราะมันว่าด้วยวงที่ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายและบ้าระห่ำ เหล่าตัวละครในเรื่องที่น่าสนใจ ทั้งพี่น้องที่เดี๋ยวก็กอดคอกันเดี๋ยวก็ตีกัน ความสัมพันธ์อันง่อนแง่น ตลอดไปจนยุคสมัยของเหล้ายาที่ระบาดหนักในอุตสาหกรรมดนตรี จนอาจจะกล่าวได้ว่า วง Oasis แทบจะมีทุกอย่างที่เอื้อให้หนังสักเรื่องมาตามติดชีวิตของพวกเขา

Oasis… There and Then (1996, ดิค คาร์รัตเธอร์ กับ มาร์ค ซาส์ซี) สารคดีที่เอาฟุตเทจระหว่างที่วงออกทัวร์และแสดงใน (What’s the Story) Morning Glory ? เมื่อปี 1996 แม้ใจความส่วนใหญ่แล้วมันจะเป็นบันทึกการแสดงของวงบนเวที หากแต่มันก็ประกอบด้วยฟุตเทจหายากเล็กๆ น้อยๆ ของเหล่าสมาชิกวง เช่นเดียวกับ Oasis: Familiar to Millions (2000, คาร์รัตเธอร์) ที่หวนกลับมาเล่าความรุ่งเรืองของ Oasis อีกหนหลังพวกเขาขึ้นโชว์ที่อังกฤษเมื่อปี 2000

หากแต่ Live Forever (2003, จอห์น โดเวอร์) น่าจะเป็นหนังสารคดีเรื่องแรกๆ ที่ไม่ได้เป็นฟุตเทจคอนเสิร์ต หากแต่จับจ้องไปยังจุดเริ่มต้นของการกำเนิดวงอันทรงพลังนี้ อันเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่วงเพิ่งปล่อย Heathen Chemistry อัลบั้มใหม่กับสมาชิกวงคนใหม่ กับแทร็คฮิต Stop Crying Your Heart Out และ Songbird เพลงแรกที่เลียมเขียนเองในนามของวง Oasis หากแต่หลังจากนั้น วงก็เผชิญกับภาวะตึงเครียดสุดขีดจนนำมาสู่การแยกตัวของกัลลาเกอร์คนพี่ในปี 2009 ปิดฉากตำนาน Oasis ปล่อยให้เลียมปั้นวงใหม่ต่อไปในนาม Beady Eye

กระทั่งในอีกทศวรรษให้หลังนั่นแหละ ที่คนทำหนัง แม็ตต์ ไวต์ครอสส์ จะหยิบเอาเรื่องราวของสองพี่น้อง ความบาดหมาง ความเรื้อนเหล้าเมายาและความสำเร็จของวงมาสร้างเป็น Supersonic (2016) สารคดีที่เดือดดาล เข้มข้น ถูกลูกถึงคนและฮาอย่างที่สุด! โดยหนังหยิบเอาฟุตเทจเก่าๆ ของ Oasis ตั้งแต่สมัยที่ โบนเฮด มือกีตาร์ตั้งวงกับเลียม ขณะที่โนลยังเป็นเด็กเซ็ตของหลังเวทีให้วงร็อควงอื่นๆ ก่อนจะใจอ่อนตามมาเป็นมือกีตาร์และคนแต่งเพลงของวงให้ที่แมนเชสเตอร์ปี 1991 และนั่นคือปฐมบทของวงสองพี่น้องตัวจี๊ดที่รันวงการบริตป๊อปในเวลาต่อมา

ตัวไวต์ครอสส์นั้นคลุกคลีกับวงดนตรีมาเนิ่นนาน เขาคือคนทำมิวสิกวิดีโอให้วง Coldplay และ The Rolling Stones ก่อนขยับมาทำหนังยาวเรื่องแรก Sex & Drugs & Rock & Roll (2010) ที่ว่าด้วยชีวประวัติของ เอียน ดูรี คลื่นลูกใหม่ผู้แผ้วถางโลกเพลงร็อคและพังค์กลางยุค 70 และ Spike Island (2012) หนุ่มสาวที่พบรักกันกลางคอนเสิร์ต

จับสังเกตให้ดี เราคงจะพบว่า หนังเรื่องเล่าของไวต์ครอสส์นั้นล้วนแล้วแต่แวดล้อมอยู่กับดนตรีและคอนเสิร์ต ซึ่งประเด็นนี้ถูกตอกย้ำให้ชัดขึ้นเมื่อเขาหันมาทำหนังสารคดีวงดนตรีเป็นครั้งแรกใน Supersonic เพราะก่อนนี้ ไวต์ครอสส์เคยกำกับสารคดีมาแล้วก็จริงอยู่ หากแต่มันล้วนบอกเล่าถึงประเด็นสังคมอย่างเข้มข้นทั้ง The Road to Guantanamo (2006) หนังกึ่งฟิกชั่นกึ่งสารคดีที่เล่าถึงชาวมุสลิมอังกฤษที่ถูกจับอย่างไม่มีความผิด, The Shock Doctrine (2009) จับจ้องไปยังการเคลื่อนไหวต่อต้านทุนนิยมอันดุเดือด

“มันไม่มีทางเลยเว้ยที่คุณจะโตมาในยุค 90 แล้วไม่รู้สึกว่า Oasis เป็นส่วนหนึ่งของดีเอ็นเอในตัวคุณน่ะ!” ไวต์ครอสส์เล่าอย่างชื่นมื่น “แล้วโดยส่วนตัวนะ ผมว่าคนชอบความสัมพันธ์ของพี่น้องคู่นี้ มันเป็นวงที่เราทั้งรักและชังน่ะ นึกออกไหม”

แม้จะโตมากับบริตป๊อป แต่ในช่วงรุ่งเรืองที่สุดของวงอย่างการแสดงในเน็บเวิร์ธกับคนดูเรือนแสน นับว่ามากที่สุดของประวัติการณ์ของยุคนั้น ตัวไวต์ครอสส์กลับออกเดินทางอยู่ในแอฟริกาใต้และทำให้พลาดการแสดงประวัติศาสตร์ในคราวนั้นไปอย่างน่าเศร้า ดังนั้น สำหรับเขาแล้ว การหวนมาทำหนังสารคดีที่เต็มไปด้วยฟุตเทจหายากของวง ตลอดจนบันทึกการแสดงในเน็บเวิร์ธจึงเป็นเรื่องที่เยียวยาจิตใจไวต์ครอสส์ไม่น้อย “มันเกือบๆ จะเหมือนการเดินทางย้อนเวลาไปแก้ไขให้มันถูกต้องเลยอะ”

ไวต์ครอสส์จับ(อดีต)สมาชิกทุกในวง Oasis มาสัมภาษณ์โดยแยกสัมภาษณ์เดี่ยวเพื่อดึงเอาความรู้สึกนึกคิดของพวกเขาออกมาให้ได้มากที่สุด หรือไม่ก็อาจจะเพื่อกันการทะเลาะวิวาทเกินเหตุด้วยก็เป็นได้ “ผมกลัวไปหมดแหละ” เขายอมรับ “ตอนเลียมโผล่พรวดเข้ามาในห้องเป็นครั้งแรก เขาแบบว่า ‘โอเค ใครเป็นคนร้ายวะ ผมหรือหมอนั่น’ เชื่อไหมว่าเขาให้สัมภาษณ์แบบไม่ระวังเนื้อระวังตัวสักกะนิด

“ตอนที่ผมนั่งขุดฟุตเทจต่างๆ ของพวกเขา มันโคตรตลกและเลอะเทอะเลยแต่สิ่งที่เราได้มาก็ยังไม่ลงลึกมากพอ จนเมื่อเราสัมภาษณ์พวกเขาแยกๆ กันนั่นแหละถึงได้ขุดลึกลงไปได้อีกมากแบบไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครคนใดคนหนึ่งลุกออกไปกลางการพูดคุย”

Supersonic กวาดทั้งรายได้และคำวิจารณ์ยอดเยี่ยม หากก็ไม่อาจเยียวยาความสัมพันธ์ของพี่น้องกัลลาเกอร์ได้ แม้เลียมจะออกมาให้สัมภาษณ์ว่าเขาพอใจกับตัวหนังอยู่ไม่น้อย (ส่วนโนลดูเหมือนจะไม่แยแส) และปีนี้ เรากำลังจะได้ดู Liam: As It Was (2019, กาวิน ฟิตซ์เจอรัลด์ กับ ชาร์ลี ไลต์เทนนิง) สารคดีที่ว่าด้วยชีวิตขึ้นๆ ลงๆ ของเลียม เจ้ากัลลาเกอร์คนน้องที่คนฟังเพลงทั้งรักทั้งชังเขา และการล้มลุกคลุกคลานต่อสู้ในสังเวียนดนตรีเมื่อปราศจากพี่ชาย และชีวิตที่พยายามอยู่ให้ห่างจากยาเสพติด เหล้า และรายล้อมด้วยคนรักและลูกๆ ที่กำลังเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เมื่อ เลนนอน ลูกชายคนโตทำงานเป็นนายแบบอาชีพ ขณะที่ จีน ลูกชายคนรองเดินรอยตามเขาด้วยการเป็นนักดนตรี (แถมโดนไล่ออกจากโรงเรียนแล้ว… เหมือนกับพ่อเปี๊ยบ)

ขณะนี้ Liam: As It Was กำลังเข้าโรงและกวาดคำชมกับรายได้ไปไม่น้อย ราวกับตัวมันเองเป็นบทบันทึกอีกด้านหนึ่งของ Supersonic ซึ่งเราได้แต่หวังว่า สักวันคงมีคนทำสารคดีที่ว่าด้วยกัลลาเกอร์คนพี่ออกมาบ้าง เพื่อเป็นจิ๊กซอว์เล่าเรื่องความสัมพันธ์อันรุ่งโรจน์และร้าวฉานของพี่น้องคู่นี้ ตลอดจนเป็นบทบันทึกยุคสมัยของอุตสาหกรรมบริตป๊อปอีกหน้าหนึ่งด้วย

BIOSCOPE Theatre

เสาร์ที่ 29 มิถุนายน
Oasis: Supersonic (2016, แม็ตต์ ไวต์ครอสส์)

รับชมได้ 24 ชม.
ทาง movie.mthai.com/bioscopetheatre

Image may contain: 2 people, sunglasses, text and closeup

ตัวอย่าง BIOSCOPE Theatre มิถุนายน 2019

BIOSCOPE ศัพท์หนัง : DOCUMENTARY vs. MOCKUMENTARY