8 ½ Amarcord Federico Fellini Fellini Satyricon Felliniesque I Vitelloni La Dolce Vita La Strada Lost in Translation Marcello Mastroianni Martin Scorsese Nights of Cabiria Paparazzi หนังอิตาเลียน หนังโลก ออสการ์

5 เหตุผลที่ เฟเดรีโก เฟลลีนี ถูกสถาปนาให้เป็น ‘ตัวพ่อ’ แห่งภาพยนตร์อิตาเลียนอันแสนรุ่มรวย

Home / Bioscope focus / 5 เหตุผลที่ เฟเดรีโก เฟลลีนี ถูกสถาปนาให้เป็น ‘ตัวพ่อ’ แห่งภาพยนตร์อิตาเลียนอันแสนรุ่มรวย

“หากคุณมองโลกผ่านสายตาที่ไร้เดียงสา ทุกสิ่งก็สามารถเป็นเรื่องที่ลึกล้ำได้ทั้งนั้น”

คงไม่ใช่เรื่องเกินจริงนักหากเราจะกล่าวว่า คนทำหนังชั้นครูชาวอิตาเลียนที่ใครๆ ต่างยกย่องอย่าง เฟเดรีโก เฟลลีนี (1920-1993) คือหนึ่งในผู้กำกับที่ดีที่สุดเท่าที่โลกภาพยนตร์เคยมีมา เพราะผลงานชิ้นเอกอย่าง La Strada (1954), Nights of Cabiria (1957), La Dolce Vita (1961), 8 ½ (1963) และ Amarcord (1973) คือหลักฐานชั้นยอดที่ช่วยพิสูจน์ชัดว่าชายผู้นี้มีความ ‘รุ่มรวย’ ในศาสตร์การเล่าเรื่องมากเพียงใด

“8 ½ ถือเป็นงานที่มีมาตรฐานถึงพร้อมในหลายแง่มุมสำหรับผมเสมอมา” มาร์ติน สกอร์เซซี ผู้กำกับคนดังแห่งฮอลลีวูดกล่าวเชิดชูผลงานเรื่องนี้-อันว่าด้วยความจริง-ความลวง ความฝัน และสภาวะตีบตันทางความคิดสร้างสรรค์ของผู้กำกับวัยกลางคน-ที่เขาสารภาพว่า ‘ต้องดูทุกปี’ และมันคือหนังที่ ‘ดีที่สุด’ ของเฟลลีนีสำหรับเขา “เพราะมันมีทั้งความเป็นอิสระ ความเป็นนวัตกรรม ความเฉียบขาดที่ซุกซ่อนอยู่ และแก่นแท้แห่งความปรารถนา รวมถึงการเคลื่อนกล้องและการจัดวางองค์ประกอบภาพอันแสนงดงามจับใจ”

และนี่คือ 5 เหตุผล(แบบรวบรัด)ที่ทำให้เฟลลีนีถูกคอหนังสถาปนาให้เป็น ‘ตัวพ่อ’ ผู้เป็นตำนานหน้าสำคัญของประวัติศาสตร์วงการภาพยนตร์อิตาเลียน(และโลก)มาจนทุกวันนี้

เฟลลีนี (ชายเนคไทดำ) และ มาร์เชลโล มาสโตรยานนี (ชายแว่นดำ) นักแสดงนำจาก La Dolce Vita และ 8 ½
8 ½
1) เขาคือ ‘ครู’ ผู้ชำนิชำนาญในการเล่าเรื่องผ่าน ‘ภาพ’ ที่เหนือกาลเวลา

เฟลลีนีคือครูผู้ชำนาญการ (maestro) แห่งโลกศิลปะภาพยนตร์ที่มักเล่าเรื่องราวผ่านสไตล์หนังที่มีเอกลักษณ์อย่างเด่นชัด จนถึงขนาดกลายมาเป็นคำนิยามที่เรียกกันในแวดวงว่า Felliniesque ซึ่งหมายความถึงสไตล์ที่แม้จะเต็มไปด้วยรายละเอียดสุดอลังการโฉ่งฉ่างจนดูราวกับ ‘ภาพฝันเหนือจริง’ (ซึ่งหลายครั้งก็เป็นภาพฝันจริงๆ ของตัวละคร) แต่ก็ยังรุ่มรวยด้วยอารมณ์ความรู้สึกอยู่ในที ผ่านการทดลองเล่าเรื่องจากการผสานทุกองค์ประกอบในภาพเข้าด้วยกันอย่าง ‘สนุกมือ’ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งแม้ผู้ชมอย่างเราจะไม่เข้าภาษาอิตาเลียน แต่เราก็หลบหนีจากมนต์สะกดอันเกิดจากการปรุงแต่งอันฉูดฉาดของเฟลลีนีและทีมงานขาประจำ-ทั้งสกอร์ในโทนดนตรีละครสัตว์ของ นีโน โรตา และงานสร้างสุดมลังเมลืองของ ปีเอโร เจราร์ดี-ไปไม่พ้น อาทิ ผลงานอย่าง 8 ½ หรือ Fellini Satyricon (1969 – การเดินทางของสองหนุ่มใหญ่ในจักรวรรดิโรมัน และการเอาชนะใจเด็กหนุ่มคนเดียวกันของพวกเขา) ที่แม้จะดูงดงามอย่างประหลาดจนหลายครั้งก็หลุดโลก แต่กลับเข้าถึงความรู้สึกหวามไหวไปจนถึงเศร้าสร้อยภายในจิตใจของมนุษย์ได้อย่างไม่น่าเชื่อ จนนักวิจารณ์บางรายถึงขั้นกล่าวว่า “เฟลลีนีเป็นคนทำหนังที่มักส่องสำรวจรากเหง้าของหนังอิตาเลียน, รุ่มรวยมุมมองทางศิลปะ และมีความลึกล้ำทางอารมณ์อย่างที่สุดอยู่เสมอ” – เช่นเดียวกับที่เจ้าตัวเองเคยกล่าวว่า “หากคุณมองโลกผ่านสายตาที่ไร้เดียงสา ทุกสิ่งก็สามารถเป็นเรื่องที่ลึกล้ำได้ทั้งนั้น”

Fellini Satyricon
8 ½

อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ทุกคนที่จะถูกใจหรือเข้าถึงสไตล์การเล่าเรื่องของเฟลลีนี เพราะด้วยจังหวะการจับจ้องชีวิตของตัวละครที่ค่อนข้างเรื่อยเฉื่อย ไร้พล็อต ไร้จุดหมาย แถมหลายครั้งก็ดูเหมือนจะเล่าตามเวลาจริงอันยืดยาวของตัวละครเสียด้วยซ้ำ ทำให้ผู้ชมอีกจำนวนหนึ่งหมดความอดทนที่จะตามติดเรื่องราวและถอดรหัสสัญญะใดๆ โดยสิ้นเชิง จนหลายคนถึงขั้นก่นด่าหนังของเฟลีนีเสียด้วยซ้ำ-ไม่เว้นแม้แต่นักวิจารณ์หนังผู้ทรงอิทธิพลอย่าง พอลลีน เคล ที่เคยถล่มหนังที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งของเขาว่า “ชีวิตในโลกความฝันของใครบางคนอาจเป็นวัตถุดิบที่สมบูรณ์พร้อมสำหรับการทำหนังสักเรื่อง ถ้ามันเปี่ยมจินตนาการและน่าหลงใหลในตัวมันเอง …ซึ่ง 8 ½ ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย”

ขณะที่เฟลลีนีก็ย้ำว่า “หนังผมไม่ได้มีไว้ให้ทำความเข้าใจ แต่หนังผมมีไว้ให้จับจ้องต่างหาก”

I Vitelloni
La Strada
La Dolce Vita
2) เขาคือคนทำหนังศิลปะที่ถ่ายทอด ‘ประเด็นทางสังคม’ ได้อย่างรุ่มรวย

ไม่เพียงทำหนังอย่างเปี่ยมสไตล์ แต่เฟลลีนียังทำหนังเพื่อสื่อสารประเด็นทางสังคมที่เขาสนใจอีกด้วย ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเขาเริ่มต้นจากการเป็นคนเขียนบทร่วมให้หนังแนวนีโอเรียลิสม์ (Neo-realism) ประเด็นเข้มข้นอย่าง Rome, Open City (1945) และ Paisan (1946) ของ โรแบร์โต รอสเซลลีนี จนได้ชิงออสการ์สาขาบทออริจินัลยอดเยี่ยมทั้งคู่ ซึ่งผลงานหลายเรื่องของเขาล้วนส่องสะท้อนความจริงในข้อนี้ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องการแบ่งแยกชนชั้นและการแสวงหาคุณค่าความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง-ซึ่งถูกเล่าผ่านตัวละครที่หลากหลาย-ใน I Vitelloni (1953 – ชายหนุ่มห้านายกับชีวิตเฮฮาที่ไร้หมุดหมาย), La Strada (หญิงสาวใสซื่อที่ต้องร่วมทางไปกับ ‘จอมพลัง’ ผู้แข็งกระด้างแห่งสังคมละครสัตว์ภายในโลกที่เต็มไปด้วยการตัดสิน) และ Nights of Cabiria (โสเภณีในกรุงโรมที่เสาะแสวงหารักแท้) / ความวิตกกังวลที่เขามีต่อโลกทุนนิยมที่ความมั่งคั่งและผลประโยชน์สามารถทุบทำลายความเป็นคนของเราได้ทุกเมื่อ-เช่นเดียวกับความเชื่อทางศาสนาที่ปิดหูปิดตาให้คนเรายอมทำอะไรก็ได้-จากชุดเหตุการณ์/ตัวละครที่ปรากฏใน La Dolce Vita (คืนและวันในชีวิตของนักข่าวหนุ่มรักสนุกผู้เฝ้าครุ่นคิดถึง ‘ชีวิตที่ดี’) / หรือมุมมองต่อระบอบการเมืองเผด็จการที่รุกล้ำความเป็นปัจเจกชนและกักขังจิตวิญญาณเสรีของคนรุ่นใหม่ในโลกของ Amarcord (ชายหนุ่มผู้เติบโตมาอย่างผุพังท่ามกลางสังคมฟาสซิสต์ยุค 30) เป็นต้น

แต่ถึงแม้ว่าเฟลลีนีจะเลือกสื่อสารประเด็นทางสังคมผ่านมุมมองตั้งต้นของตน แต่เขาก็มักจะเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้ตีความและคิดต่อด้วยมุมมองของตัวเองไปด้วย ดังจะเห็นได้จากหนังหลายเรื่องที่เล่าเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาต่างๆ แบบ ‘ปลายเปิด’ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ผู้ชมอย่างเรามี ‘พื้นที่ว่าง’ มากพอในการต่อยอดหรือถอดความจากสิ่งที่เขาตั้งคำถามนั่นเอง

รู้หรือไม่ : คำว่า Paparazzi ที่เราใช้เรียก ‘ตากล้องที่ถ่ายภาพชีวิตฉาวโฉ่ของคนดัง’ ในปัจจุบัน มาจากชื่อของตัวละคร ปาปารัซโซ ที่เป็นหนึ่งในโขยงตากล้องผู้กระหายข่าวฉาว และเพื่อนของนักข่าวผู้เป็นตัวละครเอกใน La Dolce Vita นี่เอง
3) เขาคือ ‘แรงบันดาลใจ’ ของผู้กำกับรุ่นแล้วรุ่นเล่าจากทั่วทุกมุมโลก

เราอาจกล่าวได้ว่า หนังของเฟลลีนีได้ก่อร่างสร้างผู้กำกับฝีมือดีของโลกนี้ตามออกมาอีกเป็นจำนวนไม่น้อย เพราะนอกจากสกอร์เซซีที่เรากล่าวไปในข้างต้นแล้ว ก็ยังมีคนทำหนังสไตล์ชัดรสจัดจ้านอย่าง ทิม เบอร์ตัน, เดวิด ลินช์, เทอร์รี กิลเลียม, เอมีร์ คุสตูรีกา และ ลีนา แวร์ตมูลเลอร์ ที่เปิดเผยอย่างภาคภูมิว่า เฟลลีนีคือหนึ่งในแรงบันดาลใจสำหรับการสร้างศิลปะภาพยนตร์ของพวกเขา แถมหนังหลายเรื่องของเฟลลีนีก็ยังสร้างอิทธิพลให้หนังรุ่นหลังๆ โดยตรง

Mean Streets ของสกอร์เซซี

ยกตัวอย่างเช่น ชีวิตล่องลอยของพ่อพวงมาลัยทั้งห้าใน I Vitelloni หนังรางวัลสิงโตเงินจากเวนิซที่บันดาลให้เกิดหนังสำรวจชีวิตขำขื่นของกลุ่มคนหนุ่มสาวในโลกทุนนิยมอย่าง Mean Streets (1973, สกอร์เซซี) และ American Graffiti (1974, จอร์จ ลูคัส) รวมถึงคนทำหนังมือเก๋าอย่าง สแตนลีย์ คูบริค ที่เคยบอกว่า หนังเรื่องนี้คือหนังอันดับหนึ่งในดวงใจของเขา

8½ Women ของกรีนอะเวย์

8 ½ ที่ส่งต่อบรรยากาศความเหนือจริงสุดอัศจรรย์ไปยังหนังอย่าง Beware of a Holy Whore (1971, ไรเนอร์ แวร์เนอร์ ฟาสส์บินเดอร์), Day for Night (1973, ฟร็องซัวส์ ทรุฟโฟต์), All That Jazz (1979, บ็อบ ฟอสซี), Stardust Memories (1980, วูดี อัลเลน) และ 8½ Women (1999, ปีเตอร์ กรีนอะเวย์)

Lost in Translation ของคอปโปลา

และหนังรางวัลปาล์มทองจากคานส์อย่าง La Dolce Vita ที่ถูกหยิบไปเป็นส่วนหนึ่งในฉาก ‘บูชาครู’ ของหนัง ทั้งการใช้ฉาก ‘เฮลิค็อปเตอร์ขนรูปปั้นพระเยซู’ ใน Cinema Paradiso (1988, จูเซ็ปเป ตอร์นาตอเร) ฉบับ Director’s Cut และฉากต่างๆ ของหนังผ่านจอโทรทัศน์ที่กรุงโตเกียวใน Lost in Translation (2003, โซเฟีย คอปโปลา)

Nights of Cabiria
Amarcord
4) เขาคือเจ้าของรางวัลออสการ์สาขา ‘หนังภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม’ มากที่สุด!

4 คือจำนวนออสการ์สาขา ‘หนังภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม’ ที่เฟลลีนีถือครองจาก La Strada, Nights of Cabiria, 8 ½ และ Amarcord ซึ่งถือว่ามีจำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ (อิตาลีถือเป็นประเทศที่มีหนังได้เข้าชิงในสาขานี้มากถึง 31 เรื่อง และชนะรางวัลนี้มากที่สุดคือ 14 รางวัล!) โดยในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ผลงานและตัวเขาเคยเข้าชิงออสการ์มาแล้วทั้งหมด 16 รางวัล โดยแบ่งเป็นบทออริจินัลยอดเยี่ยม (7 ครั้ง – 2 ครั้งจากหนังรอสเซลลีนี และ 5 ครั้งจากหนังตัวเอง), บทดัดแปลงยอดเยี่ยม (1 ครั้ง), หนังภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม (4 ครั้ง – ชนะทั้ง 4 ครั้ง!) และผู้กำกับยอดเยี่ยม (4 ครั้ง) โดยยังไม่รวมออสการ์เกียรติยศที่เฟลลีนีได้รับในปี 1992 …ซึ่งนั่นถือเป็นออสการ์ตัวสุดท้ายของเขา และยังเป็นช่วงเวลาหนึ่งปีกว่า-ก่อนหน้าที่เขาจะเสียชีวิตลงด้วยอาการหัวใจล้มเหลวในวันที่ 31 ตุลาคมปีถัดมาอีกด้วย (อนึ่ง ผลงานเรื่องสุดท้ายของเขาคือ The Voice of the Moon เมื่อปี 1990)

The Voice of the Moon หนังเรื่องสุดท้ายของเฟลลีนี
5) เขาคือ ‘เสรีชน’ ผู้พยายามตั้งคำถามกับความทุกข์ทนของมนุษย์

แต่เหนืออื่นใด-ไม่ว่าจะเรื่องของสไตล์การเล่าเรื่อง แนวคิดทางสังคมการเมือง การเป็นแรงบันดาลใจของผู้กำกับรุ่นหลัง หรือปริมาณรางวัลที่ได้รับ แต่สิ่งที่ดูจะเป็นแก่นแกนของเฟลลีนีกลับเป็นการที่หนังของเขามักมีความเป็น ‘ส่วนตัว’ เสมอ เพราะเขามักพูดว่า หนังหลายเรื่องของเขาคือ ‘หนังอัตชีวประวัติ’ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และหลายครั้งมันก็มาจากความฝันและความทรงจำทั้งดีและร้ายของเขานี่เอง และเล่ามันออกมาอย่างอิสระเสรีโดยไม่สนใจว่าใครจะว่าอย่างไร (ซึ่งสะท้อนออกมาผ่านเนื้อหาหนัง และวิธีการกำกับที่เน้น ‘ความสด’ ผ่านบทสนทนาและการกระทำของนักแสดงในวันถ่ายทำ) “แล้วผมก็ไม่มัวมานั่งนึกหรอกว่ามีอะไรบ้างที่บันดาลใจผม แต่ผมมักจะหมกมุ่นอยู่กับความคิดที่หลอกหลอน ความทุกข์ยาก และความกลัวของตัวผมเอง เพราะสิ่งเหล่านี้แหละที่ส่งมอบวัตถุดิบสำหรับการทำหนังให้ผม ผมทำเรื่องพวกนี้ออกมาได้เป็นเข่งเลย รวมถึงพวกความฉิบหาย ความเปล่าดาย หรือช่องว่างทางความรู้สึกของตัวเอง ซึ่งผมพยายามที่จะสำรวจพวกมันด้วยสติสัมปชัญญะเท่าที่ผมพอจะรอมชอมกับตัวเองได้

“…บางครั้งผมก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังทำหนังเรื่องเดิมอยู่ตลอดเวลาน่ะนะ” เฟลลีนีกล่าวอย่างติดตลก – แต่การทำเช่นนั้นอาจคือสิ่งที่ทำให้ชายผู้นี้มีความสุขที่สุดในการสร้างสรรค์ศิลปะภาพยนตร์ตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมาของเขาก็เป็นได้