Pixar Toy Story

Toy Story บทสรุปการเดินทางเคล้าน้ำตาของเหล่าของเล่นในความทรงจำตลอด 24 ปี

Home / Bioscope focus / Toy Story บทสรุปการเดินทางเคล้าน้ำตาของเหล่าของเล่นในความทรงจำตลอด 24 ปี

เมื่อ 24 ปีที่แล้ว สตูดิโอแอนิเมชั่นชื่อแปลกหูอย่าง พิกซาร์ ตัดสินใจเข็นแอนิเมชั่นเรื่องหนึ่งออกมา มันว่าด้วยเหล่าของเล่นที่มีชีวิตเป็นของตัวเองในโลกแห่งความเป็นจริงและจักรวาลจินตนาการของเด็กชายแอนดี ด้วยทุนสร้างมหาศาลสำหรับหนังสักเรื่องในสมัยนั้นที่ 30 ล้านเหรียญฯ ทีมงานหวังว่าอย่างน้อย เจ้าหนังที่ว่าด้วยการผจญภัยของเหล่าของเล่นคงจะทำเงินในระดับคุ้มทุนให้พวกเขาเดินหน้าผลิตแอนิเมชั่นเรื่องอื่นๆ ต่อ แต่กลับเกินความคาดการณ์เมื่อตัวหนังทำเงินไปทั้งสิ้น 373 ล้านเหรียญฯ และกลายเป็นสัญลักษณ์เรื่องสำคัญของพิกซาร์ไปโดยปริยาย

และนั่นแหละ คือที่มาของ Toy Story (1995, จอห์น ลาสเซเตอร์) การเดินทางของ นายอำเภอวูดดี, บัซ ไลต์เยียร์ และเหล่าผองเพื่อนตุ๊กตามากหน้าหลายตา ที่ครบวาระ 24 ปีในปีนี้พร้อมภาค 4 ที่กำลังกวาดรายได้และคำวิจารณ์แง่บวกถล่มทลายไปรอบโลก

อย่างไรก็ดี ไอเดียการทำหนังทั้งเรื่องด้วยคอมพิวเตอร์กราฟิกเป็นเรื่องที่บ้าบิ่นและท้าทายอย่างยิ่งในสมัยนั้น ยังไม่นับว่านั่นเป็นยุครุ่งเรืองของการ์ตูนแบบมือวาดของดิสนีย์ที่รุกตลาดอย่างหนักมาตั้งแต่ Beauty and the Beast (1991), Aladdin (1992) หากแต่ลาสเซเตอร์ -ซึ่งตอนนั้นทำงานให้สตูดิโอดิสนีย์อยู่- ก็วาดหวังว่ามันน่าจะมีแอนิเมชั่นที่สร้างด้วยคอมพิวเตอร์ทั้งเรื่องดูบ้าง ประกอบกับแรงบันดาลใจหลังได้ดูฉากแข่งรถที่ใช้แอนิเมชั่นเล่าเรื่องเป็นหลักใน Tron (1982, สตีเวน ลิสเบอร์เกอร์) เขาจึงคิดว่าอนาคตของภาพยนตร์คงหนีไม่พ้นการใช้คอมพิวเตอร์กราฟิกช่วยเป็นแน่แท้ เขาลงเอยด้วยการพยายามสร้าง The Brave Little Toaster (1987, เจอร์รี รีส์) ด้วยคอมพิวเตอร์ทั้งเรื่องและเสนอไอเดียนี้กับดิสนีย์ หากแต่นอกเหนือจากจะได้รับการปฏิเสธแล้วเขายังถูกเลิกจ้างอีกด้วย

หากแต่ชะตากรรมของลาสเซเตอร์ก็ไม่ได้รันทดไปเสียทั้งหมด เพราะแม้ว่าดิสนีย์จะบอกปัดเขา แต่สตูดิโอยักษ์อีกแห่งที่สนับสนุนงานสร้างจากคอมพิวเตอร์อย่าง Lucasfilm ของผู้กำกับ จอร์จ ลูคัส ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Star Wars (1977, ลูคัส) ก็อ้าแขนรับลาสเซเตอร์เข้าทำงาน และนั่นเอง ที่เขาค่อยๆ รวบรวมยอดฝีมือมาทำงานแอนิเมชั่นโดยคอมพิวเตอร์ ภายใต้ชื่อทีมสุดจะเก๋อย่าง พิกซาร์ (Pixar) ในปี 1986 ก่อนที่ สตีฟ จ็อบส์ พ่อมดแห่งค่ายแอปเปิลจะซื้อพิกซาร์ไปอยู่ในเครือด้วยเชื่อว่ามันจะเป็นค่ายที่อนาคตไกลอย่างแน่นอน นั่นจึงเป็นจุดกำเนิดแรกของค่าย และเป็นก้าวแรกแสนสำคัญของลาสเซเตอร์ เมื่อเขาได้ทดลองสร้างแอนิเมชั่นขนาดสั้นด้วยคอมพิวเตอร์ทั้งเรื่องใน Tin Toy (1988) ซึ่งมันคว้ารางวัลแอนิเมชั่นขนาดสั้นยอดเยี่ยมของออสการ์ และทำให้ดิสนีย์ถึงกับต้องหวนกลับมาเชิญชวนลาสเซเตอร์ให้กลับไปร่วมชายคาด้วยกันอีกหน

หากแต่ไม่ทันแล้ว ลาสเซเตอร์บอกอย่างช้ำๆ แค่ว่า “ถ้ากลับไปดิสนีย์ผมก็ได้เป็นผู้กำกับ แต่ถ้าผมอยู่ต่อที่นี่ ผมจะได้สร้างประวัติศาสตร์” แต่ถึงอย่างนั้น เจฟฟรีย์ แคตเซ็นเบิร์ก หนึ่งในประธานคนสำคัญของดิสนีย์ -และขึ้นชื่อเรื่องความเอาแต่ใจตัวเองเป็นใหญ่ ซึ่งเขายอมรับและบอกว่า “ผมเอาแต่ใจก็จริง แต่ส่วนมากผมเป็นฝ่ายถูกนะ”- ไม่ยอมแพ้ พยายามเล่นลูกตื๊อให้ลาสเซเตอร์หวนกลับมาร่วมงานกับดิสนีย์อีกหน ซึ่งแม้ในเวลาต่อมา ลาสเซเตอร์จะใจอ่อนยอมร่วมงานกับดิสนีย์ในการสร้างแอนิเมชั่นเรื่องยาวเรื่องแรกของเขา หากแต่สัญญาจ้างและดีลต่างๆ นั้นก็ได้จ็อบส์เข้ามาช่วยมหาศาล (จนลือกันว่า จ็อบส์กับแคตเซ็นเบิร์ก -ซึ่งก็เคี่ยวพอกัน- ขัดใจกันเรื่องสัญญาที่ไม่ลงตัวอยู่หลายปีทีเดียว โดยจ็อบส์นั้นยืนกรานหนักแน่นว่าพิกซาร์ควรได้อำนาจตัดสินใจในหนังเรื่องแรกของพวกเขามากกว่าจะเป็นดิสนีย์!) ก่อนจะลงเอยที่ ดิสนีย์เป็นผู้ถือสิทธิ์ของหนังและตัวละคร พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ จัดหาโรงฉาย ส่วนพิกซาร์จะได้ส่วนแบ่ง 12.5 เปอร์เซ็นต์จากการขายตั๋วทั้งหมด

อย่างไรก็ดี ลาสเซเตอร์กลับมาร่างโครงเรื่องที่เขาอยากลงมือทำกับ แอนดรูว สแตนตัน และ พีต ด็อกเตอร์ โดยหยิบเอาของเล่นที่เป็น ทินนี กับ เจ้ากลองดัมมี ตัวละครหลักจาก Tin Toy มาขยายเป็นเรื่องยาวพร้อมการกำเนิดของตุ๊กตาตัวอื่นๆ “ผมอยากเล่าเรื่องของตุ๊กตา ของเล่นพวกนี้ที่อยากให้เด็กๆ มาเล่นกับพวกมัน และนี่คือแรงขับเคลื่อนเดียวให้พวกเขามีหวัง ให้พวกเขาหวาดกลัวและลงมือทำบางอย่าง” ลาสเซเตอร์ว่า แคตเซ็นเบิร์กจึงเสนอความเห็นว่า อย่างน้อยที่สุด มันควรจะมีกลิ่นอายของการผจญภัยร่วมกันจาก ‘คู่หู’ ที่ต่างกันสุดขั้ว แบบที่เห็นในหนังคลาสสิกชื่อดัง The Defiant Ones (1958, สแตนลีย์ คาร์เมอร์ -นักโทษผิวขาวกับผิวดำที่ถูกล่ามติดกันและต้องช่วยกันเอาตัวรอดให้ได้ตลอดรอดฝั่งทั้งที่ความคิดไม่ตรงกันเลย) และ 48 Hrs. (1982, วอลเตอร์ ฮิลล์ -นายตำรวจที่มีวิธีการทำงานต่างกันแบบคนละโลก แต่ก็ต้องมาทำงานร่วมกัน) และลาสเซเตอร์นำความเห็นนั้นกลับมาร่างเป็นบทใหม่ ทั้งยังเปลี่ยนตัวละครหลักจากเจ้าทินนีเพราะเขารู้สึกว่ามัน “โบราณ” ไปแล้ว และสร้างตัวละครใหม่ให้มีลักษณะเป็นนายทหารท่องอวกาศ นาม ลูนาร์ ลาร์รี และอีกไม่นานเท่าไหร่ ลูนาร์ ลาร์รี นักรบท่องอวกาศผู้ยึดมั่นในความกล้าหาญ ก็ถูกเปลี่ยนชื่อเพื่อคารวะนักบินอวกาศชื่อ บัซซ์ อัลดริน

และหลังจากค้นคว้าหาชื่อสกุลมาต่อท้าย พวกเขาก็เจอ “เราอ่านหนังสือเกี่ยวกับอวกาศกันเยอะมาก แล้วเจอคำคำนึงที่น่าสนใจ มันคือคำว่าปีแสง (light-year) แล้วคิดดูสิว่าตอนนั้น นักบินอวกาศที่เจ๋งที่สุดในโลกคือบัซซ์ อัลดริน!”

นั่นจึงเป็นจุดกำเนิดแรกของ บัซซ์ ไลต์เยียร์ ตุ๊กตาผู้กล้าหาญของแอนดี (ภายหลัง ระหว่างการขึ้นปาถกฐาให้องค์กร NASA ปรากฏว่าอัลดรินนำเอาตุ๊กตา บัซซ์ ไลต์เยียร์ขึ้นมาวางบนโต๊ะด้วย)

ตามมาด้วยตัวละครสำคัญอย่าง นายอำเภอวูดี ที่ลาสเซเตอร์สร้างสรรค์ขึ้นมาจากแรงบัลดาลใจตุ๊กตา Casper the Friendly Ghost (หรือผีน้อยแคสเปอร์) ที่เขามีตั้งแต่เด็กๆ และดัดแปลงให้วูดดีมีลักษณะเป็นคาวบอยเพื่อสร้างความขัดแย้งให้อีกตัวละครอย่างบัซซ์ มันจึงมีกลิ่นอายความไม่น่าเข้ากันได้ของคาวบอยจากตะวันตกและความเป็นไซ-ไฟของบัซซ์

แต่อย่าเพิ่งคิดว่าเส้นทางของ Toy Story จะสวยหรูและเรียบง่ายแล้วในที่สุด เพราะหลังจากนั้น พวกเขาก็ต้องเผชิญตอใหญ่เมื่อความเห็นระหว่างดิสนีย์กับพิกซาร์ไม่อาจหาจุดร่วมที่ลงตัวด้วยกันได้ ดิสนีย์อยากให้มันเป็นหนังที่ดูได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ จึงเสนอให้มีตัวละครหลักเป็นผู้ใหญ่อีกตัวหนึ่งเพื่อดึงคนดูกลุ่มใหญ่ (ที่มีเงิน) ไว้ หากแต่พิกซาร์กัดฟันสู้ยิบตาว่ามันต้องมีแต่เด็กๆ และตุ๊กตาเป็นตัวละครหลักเท่านั้น

การถกเถียงเลยเถิดไปถึงขั้นระงับการสร้าง กระบวนการทุกอย่างหยุดชะงักงันอย่างน่าเศร้า ถึงขั้นที่แคตเซ็นเบิร์กถึงกับครวญว่าทำไมการสร้างแอนิเมชั่นเรื่องหนึ่งมันถึงได้ยุ่งยากขนาดนี้ และได้รับการตอบกลับจากเพื่อนร่วมงานมาว่า “เพราะพวกเขา (ทีมพิกซาร์) ไม่ได้รู้สึกว่านี่เป็นหนังของพวกเขาอีกแล้วน่ะสิ นี่มันไม่ใช่หนังที่จอห์นเขาอยากทำเลยสักนิด” และแคตเซ็นเบิร์กเองก็เห็นด้วย ความที่ดิสนีย์เองเป็นค่ายใหญ่และเจนสนามมากกว่าพิกซาร์มีแนวโน้มทำให้พวกเขามุ่งมั่นจะสร้างสิ่งที่ตามขนบหนังในค่ายตัวเองเสมอมาจนอาจจะลืมความสดใหม่แบบที่ลาสเซเตอร์อยากทำ เขาจึงให้ลาสเซเตอร์ -ซึ่งชอกช้ำสุดขีด- กลับไปแก้ไขบทตามที่อยาก แต่อนิจจา ระหว่างนั้น ทีมงานหลายคนก็ลาออกไปแล้วด้วยเหตุผลถึงความยุ่งยากและความลำบากใจในการปฏิบัติงาน (นึกถึงการต้องทำโปรเจ็กต์เดิมๆ ซ้ำอยู่นานหลายปีโดยแทบไม่มีอะไรคืบหน้า ที่คืบหน้าก็ไม่ได้เป็นความเห็นหลักของตัวเองดูสิ!) และภายใต้การแก้ไขบทครั้งใหญ่นี้ แคตเซ็นเบิร์กให้ความร่วมมืออย่างมากด้วยการให้อิสระลาสเซเตอร์ในการเขียนบทที่ใจอยาก รวมถึงจ็อบส์เองยังช่วยหาทุนมาจ่ายเป็นเงินค่ากินค่าใช้ของทีมงานด้วย โดยเขาแทบไม่เข้ามายุ่งกับการตัดสินใจเรื่องบทเลยเนื่องจากเคารพอาชีพของทีมพิกซาร์ (นอกจากนี้ยังเสนอทุนให้มหาศาลเพื่อให้พิกซาร์ได้ทำแอนิเมชั่นอย่างดีที่สุดออกมาได้อีกด้วย)

และนั่นเอง ปี 1994 ลาสเซเตอร์ก็กลับมาอีกครั้งพร้อมบทที่อยากทำ มันว่าด้วยเหล่าของเล่นที่ปรารถนาอยากอยู่กับเจ้าของตัวน้อยของพวกเขา และทำทุกอย่างเพื่อให้เด็กๆ มีความสุข โดยมีเส้นเรื่องสำคัญคือเมื่อวูดีและบัซซ์พลัดหลงออกมาจากบ้านของแอนดี พวกเขาจึงต้องพยายามเดินทางกลับไปหาเจ้าของให้ได้ แม้จะมีเด็กใจร้ายชอบทำลายของเล่นคอยดักจับตัวพวกเขาอยู่ก็ตาม

อย่างไรก็ตาม การสร้างแอนิเมชั่นความยาว 90 นาทีด้วยคอมพิวเตอร์ทั้งเรื่องก็เป็นงานที่ท้าทายอย่างถึงที่สุด พวกเขาต้องใช้ทีมงานกว่า 27 ชีวิตในการรังสรรค์สร้างแต่ละฉากขึ้นมา แถมทุกตัวละครในหนังยังต้องถูกปั้นขึ้นมาด้วยดินเหนียวหรือปูนเพื่อขึ้นรูปให้เห็นชัดก่อนจะนำไปดัดแปลงต่อในคอมพิวเตอร์ ทั้งยังล้ำหน้ากว่างานแอนิเมชั่นในยุคนั้นๆ ด้วยความละเอียดที่ปรากฏบนเสื้อผ้าตัวละคร เงาสะท้อนจากหมวกของบัซซ์ ตลอดจนแสงและเงาในเรื่อง พวกเขาต้องแบ่งทีมงานออกเป็นแปดทีม แต่ละทีมรับผิดชอบหน้าที่ต่างกันทั้งงานวาด งานกราฟิก งานแสงเงา และหลังจากทำงานกันแบบถวายชีวิตติดกันนานนับปี Toy Story ก็ออกฉายรอบปฐมทัศน์ที่ลอสแองเจลิส (ซึ่งจ็อบส์ไม่ไป ทั้งยังปิดโรงในซานฟรานซิสโกเพื่อฉายรอบปฐมทัศน์ที่นั่นอีกแห่งหนึ่งด้วย) และปรากฏว่ามันได้รับการปรบมือจากคนดูอย่างกึกก้องและยาวนาน กวาดคำวิจารณ์แง่บวกจากทุกสำนัก จนในที่สุดมันก็ทำเงินไปได้ถึง 373 ล้านเหรียญฯ และเปิดทางให้มีภาคต่อตามมาในปี 1999 และ 2010

Toy Story 2 (1999, ลาสเซเตอร์ กับ ลี อันคริช) เกิดขึ้นหลังความสำเร็จของภาคแรกเพียงไม่กี่วัน เมื่อลาสเซเตอร์เห็นเด็กชายคนหนึ่งเดินถือตุ๊กตาวูดีไว้ในมือ เขาจึงตระหนักได้ว่า วูดีและตัวละครใน Toy Story ไม่ใช่ตัวละครของเขาเพียงคนเดียวอีกต่อไปแล้ว หากแต่พวกเขามีตัวตนในความทรงจำของเด็กยุคนั้นมากมาย ภารกิจของนายอำเภอวูดีและคู่ซี้บัซซ์ ไลต์เยียร์จึงไม่ได้จบแต่เพียงที่พวกเขากลับไปสู่อ้อมกอดของแอนดีได้ แต่พวกเขายังต้องพลัดหลงกับเด็กชายอีก ประกอบกันกับทีมงานไปเป็นว่าตุ๊กตาวูดีถูกนำมาขายเลหลัง (แต่ก็ในราคาสูงลิ่วอยู่) โดยแกนหลักที่ลาสเซเตอร์และทีมงานตั้งคำถามคือ “เหล่าของเล่นจะคิดอย่างไร หากวันหนึ่งไม่มีเด็กคนไหนหยิบเขามาเล่นอีกต่อไปแล้ว” และนั่นจึงเป็นที่มาของการร่างตัวละคร เจสซี คาวบอยสาวที่ถูกทอดทิ้งเมื่อเจ้าของของเธอเติบโตขึ้น (อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกันกับภาคแรก พิกซาร์เผชิญการถกเถียงระหว่างดิสนีย์อีกหน นำมาสู่ความยุ่งขิงจนรอบฉายเลื่อนแล้วเลื่อนอีกกว่าจะลงตัว) ตามมาด้วย Toy Story 3 (2010) ภายใต้การกำกับดูแลของลี อันคริช ที่ผันมากำกับแอนิเมชั่นเต็มตัวเรื่องแรก โดยในภาคนี้ เหล่าของเล่นจำต้องยอมรับแล้วว่า แอนดีของพวกเขาเติบโตเป็นเด็กมหาวิทยาลัยที่ไม่อาจกลับมาเล่นพวกเขาได้อีกแล้ว ที่ทางของวูดี บัซซ์และผองเพื่อนจึงเป็นกล่องบริจาค ห้องลับในบ้าน หรือต้องผันไปอยู่ในมือเด็กคนอื่นๆ ที่จินตนาการยังมีพื้นที่ให้พวกเขามากพอ นำมาสู่ประโยคชวนน้ำตาแตกอย่าง “So long, partner.” ของวูดี

และ Toy Story 4 (2019, จอช คลูนีย์) ที่กำลังเข้าฉายอยู่ตอนนี้ก็กวาดรายได้ถล่มทลายไปแล้วกว่า 650 ล้านเหรียญฯ โดยยังไม่มีท่าทีจะชะงักลงง่ายๆ ภายใต้เส้นเรื่องที่ว่าด้วยโลกของเหล่าของเล่นที่สั่นคลอนเมื่อพวกเขาถูกทิ้งขว้าง กลายเป็นของถูกทิ้งร้างภายในตู้เก่าๆ ของร้านขายของโบราณ อย่างไรก็ตาม ภาคนี้นั้นเกิดขึ้นมาเพราะแรงส่งของอันคริชที่ตระหนักได้ว่า คนทั้งโลกรักตัวละครในแฟรนไชส์นี้มากเพียงใด “แต่เราจะสร้างหนังขึ้นมาส่งๆ เพื่อให้ตัวละครพวกนี้โลดแล่นไม่ได้ ทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก” เขาว่า แม้ว่าผู้ให้กำเนิดของเรื่องอย่างลาสเซเตอร์จะรู้สึกว่าภาคสามนั้นก็ให้หนทางที่ลงตัวกับเหล่าตัวละครแล้วก็ตาม “พิกซาร์ไม่มีความคิดจะทำภาคต่อของ Toy Story แล้วล่ะครับ” เขาว่า “แต่ทีมงานคนอื่นๆ รวมทั้งลี เดินมาบอกไอเดียภาคสี่ให้ผมฟัง เขาหยุดคิดเรื่องนี้ไม่ได้เลย แล้วก็ดูเหมือนพวกเขาจะตื่นเต้นกับไอเดียนี้มากๆ ด้วย” ลาสเซเตอร์ว่า ก่อนจะเปิดทางให้เกิดภาคสี่ตามมาในที่สุด

มองย้อนกลับไปเมื่อ 24 ปีก่อน ตัวลาสเซเตอร์เองอาจไม่ได้คิดว่า เจ้าแอนิเมชั่นที่เขากัดฟันสู้ยิบตากับดิสนีย์นั้นจะประสบความสำเร็จมากขนาดนี้ เหนืออื่นใด มันได้กลายเป็นแอนิเมชั่นที่พูดเรื่องความเป็นเด็ก การเปลี่ยนผ่านและการเติบโตได้อย่างงดงาม จริงใจและน่ารักอย่างน่าประทับใจ และเป็นเช่นนั้นเสมอมาทุกภาคตลอดสองทศวรรษอันยาวนานนี้