20 ปี นางนาก ทราย อินทิรา เจริญปุระ นนทรีย์ นิมิบุตร นางนาก วินัย ไกรบุตร หนังไทย หนังไทย 2542 เอก เอี่ยมชื่น แม่นาคพระโขนง

ทราย เจริญปุระ และ 20 ปี ‘นางนาก’ : แต่งเติมเสมือนจริง จนเป็นความจริง

Home / Bioscope focus / ทราย เจริญปุระ และ 20 ปี ‘นางนาก’ : แต่งเติมเสมือนจริง จนเป็นความจริง

โดย นคร โพธิ์ไพโรจน์ บรรณาธิการฝ่ายหนังไทย BIOSCOPE / ภาพโดย อัษฎา เหล่าลาภะ

 

เมื่อราว 20 ปีที่แล้ว ก่อน ทราย – อินทิรา เจริญปุระ จะได้รับเลือกให้มารับบทนำ ‘นางนาก’ (พ.ศ. 2542, นนทรีย์ นิมิบุตร) เธอมีภาพจำของ แม่นาค พระโขนง เป็นแม่พิมพ์ดัง ตรีรัก รักการดี ผู้รับบทแม่นาคในเวอร์ชั่นละครช่อง 3 ซึ่งออกอากาศเมื่อ พ.ศ. 2532 หรือย้อนไปก่อนหน้านั้น 10 ปี

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ก่อนการมาถึงของ ‘นางนาก’ ภาพของแม่นาคพระโขนงก็ไม่ได้หนีไปจากเวอร์ชั่นที่ทรายจำเท่าไหร่นัก ฉะนั้น เมื่อแม่นาคจะต้องทาฟันดำผิวหยาบกร้าน ทำผมทรงดอกกระทุ่มไม่ยาวสลวยเหมือนเคย นุ่งผ้าแถบแทนการห่มสไบเฉียง และเรียกร้องอะไรอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเวลาและโอกาสในการที่จะรับงานอื่นในช่วงเวลาเดียวกันเพราะต้องหั่นผมทิ้งซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ดาราหญิงสักคนจะกระทำ จนราวกับว่าการรับบท ‘นางนาก’ ครั้งนั้นแทบจะเอาวัย 18 ปีของทรายไปจากชีวิตเลยทันที “แม่ฉันนกรีดร้องตลอดเวลา เพราะนางก็เคยทำหนังกับพ่อ (รุจน์ รณภพ) แถมเป็นหนังพีเรียดด้วย และก็ได้ตังค์ด้วย…นี่พวกมึงทำอะไรกับลูกกู!”

แต่ใครเล่าจะรู้ว่าการร่วมขบวนการล้างภาพลักษณ์แม่นาคกับผู้กำกับ นนทรีย์ นิมิบุตร ในครั้งนั้น ทำให้ทรายเป็นส่วนหนึ่งของผู้เขียนประวัติศาสตร์ใหม่ ‘แม่นาคพระโขนง’ ไปโดยปริยาย

ทราย เจริญปุระ
เล่าหน่อยว่า ‘นางนาก’ มันสร้างประวัติศาสตร์ใหม่อย่างไรบ้าง

มันจะมีคนมาขอบคุณอยู่เรื่อยๆ เช่น เขาทำโรงหนังอยู่ต่างจังหวัด จู่ๆ ก็กลับมาตั้งตัวได้เพราะหนังเรื่องนี้เลย มันมีผลไปหมดกับชีวิตคนมากมายมากๆ แล้วหลังจากนั้นหนังประวัติศาสตร์หลายเรื่องก็มาเบอร์นี้หมด ไม่มีแล้วเสื้อผ้าสะอาดสะอ้าน มันกลายเป็นการสร้างมาตรฐานขึ้นมาใหม่ว่าคุณจะทำหนังประวัติศาสตร์ได้นะ แต่ ต้องมาเบอร์นี้เท่านั้น มันเหมือนเซ็ตอะไรบางอย่าง เช่น ถ้าจะทำหนังที่เล่าในยุคสมัยนี้ เสื้อผ้าต้องแบบนี้เท่านั้น ซึ่งมันก็ตลกดี เพราะในยุคพ่อเราทำหนังมันก็ไม่มีอะไรที่ถูกหรือไม่ถูกนะ ‘บางระจัน’ เขาก็ทำกันมาตั้งแต่ สมบัติ เมทะนี เป็นพระเอก แล้วทุกคนก็ใส่เสื้อผ้าที่ใหม่มาก แต่ทุกคนก็ดูอย่างมีความสุข ไม่ได้ซีเรียสอะไร

 

…ซึ่งจริงๆ ‘นางนาก’ ก็ไม่ถือว่าเป็นการรื้อตำนานใหม่นะ

ใช่ และมีสิทธิ์สูงมากที่ถ้ารื้อแล้วคนจะไม่ซื้อ แล้วมันจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมกันหมด เพราะของเดิมก็ดีอยู่แล้ว

 

แม้แต่การที่นางเอกทาฟันดำ (หัวเราะ)

เออ บ้าบอฉิบหาย คือการที่ทุกคนยอมให้ตัวเองออกมาหน้าแย่กันขนาดนี้ ถ้ามันไม่อิงความจริง หรือไม่เชื่อมัน แล้วจะทำไปทำไมวะ เพราะคนจะรู้สึกว่าดาราแม่งต้องแต่งหน้าสวยตลอดวลาแม้ยามนอนที่คนชอบเอามาแซะกัน ทั้งที่จริงๆ แล้วมนุษย์จริงๆ ก็มีนะ แต่พอเมื่อถอดความงามอย่างที่คนนึกว่าควรจะเป็นในหนังหรือละครแล้ว มันก็เลยเหลือแต่ความจริงไง ทั้งที่จริงๆ มันก็คือหนังนั่นแหละ นั่นก็ต้องทำตัวดำกว่าตัวจริงนะนั่น เรายังดำไม่พอนะ ไม่ใช่ว่าไม่แต่ง นั่นคืออาบแดดจนดำแล้วพอถ่ายเดย์ไนต์มันก็กลับมาผิวสีปกติ ซึ่งไม่ได้ ต้องแต่งเพิ่มให้ดำ กลายเป็นว่านั่นกูแต่งหน้าหนักกว่าละครที่คนรู้สึกว่าแต่งหนัก หน้าก็แต่ง ผมก็ทำ ใส่ปอมเมด (pomade) เพื่อให้มันดูแข็งๆ ถามว่าปราศจากการปรุงแต่งเหรอ ไม่เลย ก็แต่งกันสนั่นเหมือนกันนะ ผมกูนี่โดนไถปัตตาเลี่ยนเบอร์สามทุกครั้งที่มากองเลย

นางนาก
ความบ้าระห่ำอยู่ในระดับไหน

เอาเป็นว่า พออยู่ในบรรยากาศแบบ ‘นางนาก’ มา ทำให้เรารู้ว่าความต้องการที่จะให้หนังเพอร์เฟ็กต์มันไม่มีที่สิ้นสุด มันคือความทะเยอทะยานของคนสร้าง เราเป็นดารามีหน้าที่ทำตามความต้องการของคนสร้างเท่านั้น นึกถึงกองถ่าย Apocalypse Now (1979, ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา) ดูสิ ที่ทุกคนเป็นบ้าเพราะร้อนฉิบหายในเวียดนาม แต่ทุกคนก็ต้องไป หรือว่าหนังห่าอะไรสักอย่างที่เอาเรือขึ้นภูเขาจนคนแทบจะฆ่ากันตาย (Fitzcarraldo หนังปี 1982 ของ แวร์เนอร์ แฮร์โซก) แต่มันคือความทะเยอทะยานของคนทำ มันมีสองทางสำหรับเราคือทำกับไม่ทำ ซึ่งทรายทำ ในความเป็นดารามันก็เป็นประสบการณ์ว่าครั้งหนึ่งเราเคยได้ทำงานในกองที่โปรดักชั่นคลุ้มคลั่งขนาดนี้ ไม่ว่าจะ ‘นางนาก’ หรือ ‘ตำนานสมเด็จพระนเรศวร’ ก็ตาม จนเราสามารถเอาไปพูดได้ชั่วกัลปาวสาน แต่ถ้าถามในเรื่องตัวเงินมันไม่คุ้มหรอก

 

โดยตำนาน ‘แม่นาคพระโขนง’ ก็เป็นที่เล่าขานจนมีความเป็นเรื่องจริงอยู่ในเรื่องเล่าแล้ว พอ ‘นางนาก’ ที่มีการรีเสิร์ชมาสนับสนุนด้วย มันเลยยิ่งมีความเป็นเรื่องจริงชัดขึ้น

แล้วมันเห็นชัดเลยนะว่าพอ ‘นางนาก’ ออกมา หลายคนก็จะคิดว่ามันเป็นเรื่องจริง แล้วคนก็ชอบมาอินกับหนัง ชอบเอาหนังไปเป็นบรรทัดฐานของทุกสิ่ง ซึ่งจริงๆ มันรื้อได้ อย่าง ‘นางนาก’ ก็รื้อมาแล้ว และหลังจากนั้นมันก็รื้อได้อีก ‘บางระจัน’ ก็รื้อ ‘สายโลหิต’ ที่เพิ่งเล่นก็รื้อ บ้านพลูหลวงจะเป็นเหยื่อสังคมมากเพราะเป็นราชวงศ์สุดท้ายก่อนกรุงแตก แย่มาก ไม่ดี ห่วย ‘สายโลหิต’ ก็เหมือนพยายามขยับขึ้นมาตามหลักฐานที่มีมากขึ้นว่าจริงๆ เขาไม่ได้ห่วยนะ แต่มันด้วยองค์ประกอบอื่นใด มันค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ เพียงแต่มันช้า และมันไม่ได้ถอนรากถอนโคนเหมือนอย่าง ‘นางนาก’ เพราะมันไม่ได้เกี่ยวพันใดๆ กับใคร มันก็เล่นกันอยู่สองคน จะรื้อให้เป็นยังไงก็ได้

นางนาก
เหมือนมันสร้างบรรทัดฐาน (norm) ขึ้นมา แต่ขาดคนที่จะสร้างใหม่

ใช่ๆ มันไม่มียุคโพสต์ ‘นางนาก’ ศิลปะมันยังมีโพสต์โมเดิร์นหรือห่าเหวอะไรก็ตาม ซึ่งมันยังไม่มีใครรื้อ ซึ่งจริงๆ มันรื้อได้นะ อย่าง ‘พี่มาก..พระโขนง’ นั่นก็ถือว่ายังไม่รื้อนะ ไม่แน่วันหนึ่งคนอาจจะอยากกลับไปทำให้มันเป็นหนังผีที่น่ากลัวสุดๆ ไปเลยก็ได้ ต้องยอมรับว่าตอนนี้มันกลายเป็นหนังชีวิตไปแล้ว เมื่อก่อนมันก็เน้นความสยองขวัญไม่ใช่เหรอ สมัยก่อนยุค ปรียา รุ่งเรือง น่ากลัวมาก ยืดแขนได้ ลงหม้ออาละวาด

 

มันเซ็ตอะไรขึ้นมาในช่วงเวลานั้นบ้าง

หนึ่งคือมันเซ็ตให้คนรู้สึกว่าคนไทยทำอะไรแบบนี้ก็ได้ เพราะยุคก่อน ‘2499 อันธพาลครองเมือง’ มันก็จะเป็นยุคหนังนักเรียน กุ๊กกิ๊ก ใสๆ เพราะมันพ้นยุค เพิ่มพล เชยอรุณ หรือ ชนะ คราประยูร ที่ทำเรื่อง ‘เหยื่อ’ ออกมาแล้ว มันมีแหละที่ยุคนึงมีหนังที่พูดถึงคนธรรมดาอย่างจริงจัง แล้วมันก็เว้นไป จนกลับมามี ‘2499ฯ’ คือหนังที่พูดถึงคนกันแบบจริงจัง หลังจากที่เราเลิกทำ ‘เขาชื่อกานต์’ กันไปนานแล้ว เออ ทำจริงจังก็ได้ “ก็ได้” ในที่นี้คือมีคนดูด้วย ความเป็นดาราไม่ได้มีผลกับหน้าหนังแล้ว อย่าง 2499 ก็ไม่มีเลย หรือกับเราอย่านับเลยว่าเป็นดาราเพราะห่างไกลมาก แถมถูกเอามาโมฯ จนแทบไม่เหลือซากเดิม มันเหมือนเซ็ตวิธีใหม่ขึ้นมาว่าความสำคัญในการทำงานคือการรีเสิร์ชนะ แล้วมันก็ลบล้างความเชื่อเก่าๆ ด้วยว่าเรื่องบางเรื่องมันทำไม่ได้ อย่างเช่นครั้งหนึ่ง พี่หง่าว (ยุทธนา มุกดาสนิท) อยากทำ ‘2482 นักโทษประหาร’ แต่พอเกี่ยวกับการเมืองก็ไม่ทำแล้ว เกี่ยวกับสภาพสังคมก็ไม่ทำแล้ว ในยุคนึงพ่อเรายังทำ ‘นรกตะรุเตา’ ได้ ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้เป็นเรื่องนักโทษการเมืองเสียทีเดียว มีการยั่วยวนอะไรต่างๆ แต่ก็ยังมีคนลุกขึ้นมาทำ มีคนออกมาดู และก็มีคนออกตังค์ให้ แล้ววันนึงมันก็กลับมาอีกในวันที่มีคนพูดถึงศึกสิบสามห้าง บางลำพู หรือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ ‘บางระจัน’ ที่จับนักแสดงมาทาตัวดำ หัดขี่ควาย ถามว่าเมื่อก่อนมันจะมีคนซีเรียสเรื่องการขี่ควายขนาดนั้นจริงๆ หรือ จะจริงจังเรื่องการแคสต์ควายให้ได้อย่าง คุณบุญเลิศ จริงๆ หรือ ก็เอาเท่าที่ได้ป่ะ แต่ถึงจุดนึงทุกคนก็ดูบ้าคลั่งและใส่พลังไปกับการทำงานกันอย่างเต็มที่ เหมือนมันมี norm อะไรบางอย่างที่เซ็ตขึ้นมาแล้วว่า ไม่ได้นะ ถ้าจะทำต้องทุ่มเทนะ ถ้าเป็นดารามาก ไม่มีเวลามาก ก็ไม่ต้องเล่น

นางนาก

จริงๆ กลุ่มคนที่ทำ ‘นางนาก’ คือกลุ่มคนที่ประดิษฐ์ที่สุดในโลกเลยนะ เพราะเขามาจากการทำโฆษณา แสนจะไม่จริง แสนจะเซ็ต เซ็ตกระทั่งบ้านต้องสร้างมาใหม่ ไม่สามารถใช้บ้านโรงถ่ายลาดหลุมแก้วได้ เพราะมันดูไม่จริง แต่ถามว่าที่เซ็ตขึ้นมามันจริงแค่ไหน แต่ทุกคนก็พร้อมจะเชื่อว่ามันจริงไง ถึงขั้นว่า พี่เอก (เอก เอี่ยมชื่น – โปรดักชั่นดีไซน์) เอาลูกมะพร้าวแห้งๆ ตัดหัวตัดท้ายแล้วสับๆๆๆๆ ให้นุ่ม แล้วมาบอกให้เรานอนบนนี้ นี่คือหมอน แล้วแต่ก่อนเค้านอนหมอนอะไรกันแน่ไง มันยากไปหมด เขาใช้อย่างนี้จริงๆ หรือวะ หรืออย่างการที่เราลองวัตถุดิบเพื่อเอามาใช้เป็นหมากไว้เคี้ยวหลายอย่างมากเพื่อให้ได้โค้ดสีที่ถูกต้อง ไม่แดงเกินไป ไม่ดำเกินไป ไม่ดูหยุมแหยะจนเกินไป ทั้งที่หมากจริงพอคายออกมาแล้วสภาพมันทุเรศมาก มันแหยะๆ เขียวๆ ดูไม่ดี เขาเลยเปลี่ยนมาเป็นดอกคำฝอย ทุกคนมีความสุข ตอนแรกใช้หมากจริงแต่ทรมานมาก คือเคี้ยวได้แต่ไม่สามารถเล่นต่อได้จะเป็นลม พอเปลี่ยนมาเป็นดอกคำฝอย เล่นไปถึงจุดนึงแม่งลดน้ำตาลในเส้นเลือดจนหน้ามืดต้องแดกน้ำแดงกันทั้งวันอีก เพราะปกติเขาจะเอามาชงเป็นชาแล้วดื่มแต่น้ำใช่มั้ยล่ะ กูนี่แดกมาตั้งแต่ต้นทางเลย

…ซึ่งเรื่องบ้าบอขนาดนี้ให้มาทำอีกคงไม่ทำแล้วไง เหนื่อย เพราะมันต้องใช้พลังงานเยอะมาก