Alejandro González Iñárritu Birdman Long Take The Revenant อเลฆันโดร กอนซาเลซ อีนาร์ริตู

‘Long Take คือความซื่อสัตย์ที่ผู้กำกับมีให้คนดู’ ฉากลองเทคบ้าพลังของ อเลฆันโดร กอนซาเลซ อีนาร์ริตู

Home / Bioscope focus / ‘Long Take คือความซื่อสัตย์ที่ผู้กำกับมีให้คนดู’ ฉากลองเทคบ้าพลังของ อเลฆันโดร กอนซาเลซ อีนาร์ริตู

คงไม่ผิดนัดหากเราจะบอกว่า อเลฆันโดร กอนซาเลซ อีนาร์ริตู คือหนึ่งในผู้กำกับชาวเม็กซิกันที่ทรงพลังที่สุดในฮอลลีวูดขณะนี้ กอดคอร่วมกันกับ อัลฟ็องโซ กัวร็อง และ กีเยร์โม เดล โตโร หรือชื่อที่เรียกกันว่า The Three Amigos สามทหารเสือแห่งวงการคนทำหนังที่ล้วนคว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเวทีออสการ์มาครองกันถ้วนหน้า และหากจับสังเกต เราคงพบว่าทั้งสามล้วนมีเอกลักษณ์การทำหนังที่ต่างกันไปโดยสิ้นเชิง แม้ว่าส่วนมากแล้วหนังของพวกเขาจะพูดถึงคนชายขอบตัวเล็กตัวน้อยที่ถูกมองข้าม หากแต่รายละเอียดอื่นๆ คงพบว่าหนังของเดล โตโรนั้นฉูดฉาดและเต็มไปด้วยจินตนาการใน Hellboy (2004), The Shape of Water (2017) ขณะที่กัวร็องนั้นเน้นย้ำไปยังชีวิตอันแสนเปราะบางของพวกเขาผ่าน Y tu mamá también (2001), Children of Men (2006) ฟากเรื่องเล่าของอีนาร์ริตูนั้น พุ่งชัดไปที่ความอ้างว้าง ดำมืดของชีวิตที่คาบเกี่ยวระหว่างความเป็นและความตายซึ่งเราจะเห็นได้จาก 21 Grams (2003), Babel (2006) และ The Revenant (2015) 

“ภาพยนตร์นั้นเป็นสากล อยู่เหนือทั้งผืนธง ทั้งเขตแดนและสมุดเดินทาง” เขาประกาศ “การเป็นคนทำหนังนั้นเป็นเสมือนนักรบ เราต้องไม่ย่อท้อต่อปัญหาที่ดาหน้ามารายวัน และหากว่าเราเสียท่ายอมแพ้แล้ว สิ่งอื่นๆ ก็จะพังทลายตามลงมา และแน่นอน การเป็นนักรบที่ดีนั้นย่อมต้องไม่ยอมแพ้”

อีนาร์ริตูนั้นเป็นคนทำหนังที่ได้ชื่อว่าบ้าพลังและถ่ายทำหนังด้วยความทรหดเสมอ เขาไม่เคยอิดออดกับอุปสรรคใดๆ และพร้อมแลกทุกอย่างเพื่อฉากไม่กี่ฉากที่เขาคิดแล้วว่าจำเป็นต้องมีในหนังของตัวเอง โดยไม่ยอมใช้เทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบายอย่าง CGI ยิ่งเฉพาะใน The Revenant ที่เขาพาทีมงานบุกป่าฝ่าดงไปถ่ายในป่าและในหุบเขากลางหิมะ -แถมยังต้องเร่งถ่ายสุดชีวิตเพราะฤดูร้อนมาถึงเร็วกว่าที่คาดจนหิมะอาจละลายหมดก่อนจะถ่ายทำเสร็จ- ท่ามกลางอุณหภูมิติดลบเสียจนกล้องใช้งานไม่ได้ (และ ลีนาร์โด ดิคาปริโอ นักแสดงนำในเรื่องถึงกับต้องบอกให้อีนาร์ริตูพักกองกลางทางเพราะไม่เห็นประโยชน์ที่จะทู่ซี้ถ่ายโดยที่กล้องเจ๊ง)  “ก็ถ้าเราถ่ายทำกับฉากเขียวพร้อมกาแฟอุ่นๆ ทุกคนในทีมก็คงแฮปปี้ดีแหละ แต่หนังมันจะออกมาห่วยหยั่งกะขี้แน่ๆ” อีนาร์ริตูประกาศ 

สิ่งสำคัญอีกอย่างที่เรามักจะเห็นในหนังของเขา คือฉากลองเทคอลังการที่ส่วนมากแล้วมาจากการร่วมงานกันกับผู้กำกับภาพคู่บุญ เอ็มมานูเอล ลูเบซกี คนเดียวกันกับที่แบกกล้องข้ามห้วยถ่ายดิคาปริโอโดนหมีป่าเฉือนเนื้อกลางหิมะ และลองเทคที่เราจะไม่กล่าวถึงเลยไม่ได้คือฉากลากกล้องยาวเหยียดนานหลายนาทีพร้อมเสียงกลองรัวชวนหัวใจวายใน Birdman or (The Unexpected Virtue of Ignorance) (2014) ที่ส่งเขาคว้าผู้กำกับยอดเยี่ยมจากออสการ์

ในหนังนั้น กล้องเลื้อยไล่ไปตามตึกสูงก่อนจะแพนลงมาข้างทางที่ ริกเกน (ไมเคิล คีตัน -ผู้ออกปากว่าการถ่ายทำหนังเรื่องนี้คือสิ่งที่ยากที่สุดที่เขาเคยทำมาแล้ว) นอนอยู่ ด้วยเสียงวอยซ์ โอเวอร์ที่ดังประกอบขึ้นเพื่อตอกย้ำถึงจิตสำนึกอันว้าวุ่นของตัวละคร เขาลุกขึ้นยืน เดินไปตามทางโดยมีเบิร์ดแมนเดินตามหลังแล้วกางปีกสยายบินตาม กล้องจับไปยังใบหน้าของคีตันที่ค่อยๆ เปลี่ยนสีหน้าจากว่างเปล่าเป็นเคร่งขรึม เขาดีดนิ้ว กล้องแพนไปยังถนน เกิดระเบิดขึ้นก่อนที่ทหารจะบุกเข้ามาควบคุมพร้อมกราดยิง กล้องแพนขึ้นฟ้า เฮลิคอปเตอร์บินฝ่าฝูงควัน ร่างของคีตันลอยขึ้นจากพื้น มองไปสู่จุดว่างเปล่าที่เราไม่อาจเห็นได้ 

อีกซีนกับความยาวสองนาทีครึ่ง ที่จับไปยังไมเคิล คีตัน สติแตกอยู่หลังโรงละครและต้องวิ่งเปลือยกายออกมาท่ามกลางฝูงชน กล้องลดต่ำลงไปจับที่เท้าซึ่งสวมถุงเท้าและต้องย่ำน้ำขังเย็นเฉียบบนถนนกลางอากาศหนาวเหน็บ เขาวิ่งออกมาสู่ลานกว้าง ผู้คนรุมมองเขา พยายามขอถ่ายรูปท่ามกลางเสียงรัวกลองจากงานแสดงโชว์ กล้องไล่ตามคีตันที่วิ่งไปยังโรงละคร เสียงผู้หญิงดังไล่หลัง ประตูงับปิด ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบลง คนในโรงละครพยายามหยุดเขา แต่ไม่มีอะไรหยุดชายคนนั้นได้อีกแล้ว

เช่นเดียวกันกับ The Revenant อินาร์ริตูเปิดเรื่องด้วยภาพแม่น้ำกว้าง กล้องเลื้อยไล่ไปตามดงไม้ในป่า ก่อนจะปรากฏเป็นผู้คนค่อยๆ เดินย่ำน้ำ ปลายกระบอกปืนลดต่ำลงแต่ก็อยู่ในลักษณะพร้อมเหนี่ยวไก กล้องวาดขึ้นสูง จับสีหน้าเด็กหนุ่ม เขาดูกังวลและระแวงก่อนจะมองไปยังขวามือ ชายคนหนึ่ง (ดิคาปริโอ) พยักหน้าให้สัญญาณเขา แล้วจากนั้นกล้องจึงค่อยๆ ถอยเปลี่ยนมายืนอยู่ข้างตัวละครของดิคาปริโอ แพนไปยังกวางป่าที่เป็นเป้าหมาย แพนกลับมายังตัวละครที่ยกปืนขึ้นประทับบ่า แล้วลั่นไก

เป็นความจริงที่ว่า ฉากลองเทคในหนังทั้งสองเรื่องนั้นถ่ายทำอย่างลำบากสุดขีด อีนาร์ริตูต้องกำกับคนนับร้อยชีวิตในฉากเดียวเพื่อตามดูตัวละครของคีตันที่สับเปลี่ยนอารมณ์รุนแรงในสองนาทีกว่าๆ เช่นเดียวกับการต้องถ่ายทำหนังท่ามกลางอากาศหนาวที่ไม่เอื้ออำนวยความสะดวกใดๆ (ทั้งเขายังจะถ่ายทำทั้งเรื่องโดยใช้แสงธรรมชาติ มีเพียงฉากเดียวที่ต้องจัดแสงคือฉากรอบกองไฟซึ่งลูเบซกีเถียงคอเป็นเอ็นว่า ฉากนี้หากไม่จัดแสง ก็คงมืดจนมองอะไรไม่เห็นเป็นแน่แท้) มิหนำซ้ำฤดูร้อนยังไล่กระชั้นเข้ามาจนต้องเปลี่ยนสถานที่ถ่ายทำนับสิบแห่งจนงบ The Revenant บานปลาย ส่วนดิคาปริโอออกมาให้สัมภาษณ์อย่างภูมิใจในภายหลังว่า นี่เป็นหนังที่ทรหดที่สุดที่เขาเคยแสดงมาเลยทีเดียว

ทำไมกัน อะไรทำให้ผู้กำกับชาวเม็กซิกันรายนี้หลงใหลในลองเทคนัก… ก็อาจเป็นเพราะตัวอีนาร์ริตูรู้สึกว่ามันซื่อตรง และทรงพลังในการเล่าเรื่องมากที่สุดเท่าที่เทคนิคการทำภาพยนตร์จะเอื้อนั่นเอง โดยเฉพาะกับตัวเขาที่เป็นคนตัดสินใจเรื่องต่างๆ ละเอียดและใช้เวลากับมันเสมอ การต้องกำกับฉากลองเทคจึงแลกมาด้วยการวางแผนล่วงหน้านานนับเดือน โดยยังเรียกร้องต้องการความสดใหม่ขณะถ่ายทำของทั้งทีมงานและนักแสดงทั้งหมดด้วย

“สำหรับผมในฐานะผู้กำกับ ผมต้องระมัดระวังในการตัดสินใจอะไรสักอย่างเสมอ โดยปกติแล้วเวลาผมต้องตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ก็มักใช้เวลาราวหกเดือน ในห้องตัดต่อที่เงียบสนิท แต่เวลาออกกอง ทุกอย่างมันเกิดขึ้นตรงหน้าแล้ว เราต้องตัดสินใจเดี๋ยวนั้นกับสถานการณ์อันไม่แน่นอน ทั้งเรื่องมุมกล้องและเรื่องต่างๆ มันจึงเป็นเรื่องน่าหวาดหวั่นใจไม่น้อย เพราะเราคาดการณ์อะไรไม่ได้เลย 

“ตัวนักแสดงเองเขาก็รู้ว่ามีแค่เทคเดียว กล้องเดียวเท่านั้นที่ผมจะใส่ลงในหนัง และขณะนั้นผมก็ช่วยอะไร แนะนำอะไรพวกเขาไม่ได้ ดังนั้น ฉากพวกนี้มันจึงเต็มไปด้วยความสัตย์จริง คุณหลบซ่อนอะไรจากกล้องไม่ได้ ราวกับเปลือยเปล่า มันไม่มีพื้นที่ ไม่มีเวลาให้เรากระจายสิ่งต่างๆ ที่เราอยากซ่อนไว้ ภาพยนตร์นั้นซ่อนอะไรต่อมิอะไรจากสายตาของคนดูเสมอ ซึ่งสำหรับผมมันเป็นลูกเล่นที่ไม่ควรค่ามากๆ การลองเทคนี่แหละคือข้อสัตย์จริง สิ่งที่คุณเห็น จะดีหรือเลว แต่มันก็คือความจริง ไม่มีลูกเล่นอะไร

สำหรับอีนาร์ริตู ฉากลองเทคยังเป็นพื้นที่ที่เอื้อให้คนทำหนังได้สำรวจความสัมพันธ์ระหว่างเวลา สถานที่และตัวละครอย่างเหมาะสม “มันมีหลายวิธีที่เราจะเข้าถึงและค้นหาในสิ่งที่ตัวละครต้องการ คุณกำกับเขาให้แตกต่างหลากหลายวิธี ถ่ายทำหลายๆ วิธีไปก็ได้ แต่คุณก็จะพบว่า ความมหัศจรรย์ที่สุดเกิดขึ้นเมื่อนักแสดงพยายามบรรลุเป้าประสงค์ของตัวละครด้วยการทำในสิ่งที่คุณ -ผู้กำกับ- ไม่คาดคิดด้วยซ้ำ แต่นั่นแหละคือสิ่งที่เราอยากได้ นั่นแหละคือสิ่งที่น่ามหัศจรรย์ 

“แน่ล่ะ หลังซ้อมกันอย่างหนักหนามาแล้วร้อยกว่าหน ทีมงานจะมั่นใจในการถ่ายทำและการแสดง แต่ว่านะ การถ่ายลองเทคนั้นถ่ายได้เพียงครั้งเดียว พวกเขารู้ว่ามีแค่เทปเดียวเท่านั้นที่ใช้ได้จริง ความคิดแบบนี้มันทำให้พวกเขากลัว พวกเขารู้ว่าจะพลาดไม่ได้ ไม่มีการตัดต่อมาช่วยปกปิดการแสดงของตัวเอง 

“และผมว่านี่แหละคือสิ่งที่ผสานกันของการถ่ายลองเทค ข้อแรกคือผลลัพธ์ของการซักซ้อมอย่างหนักหนาจนเข้าเส้น กับความหวาดหวั่นต่อข้อเท็จจริงที่ว่ามันใช้ได้แค่เทคเดียว”

อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าการถ่ายทำ The Revenant เป็นความเสี่ยงที่แม้แต่สตูดิโอยังลังเลในระยะแรก ตามมาด้วยการทุ่มเถียงกันสนั่นระหว่างโปรดิวเซอร์กับอีนาร์ริตู เพราะการถ่ายทำที่แหกทุกตารางกระจุย ทีมงานต้องแบกกล้องข้ามแม่น้ำ ขึ้นเขาหลายลูกเพื่อจะพบว่าสถานที่ที่พวกเขาเพิ่งมาถึงนั้นฤดูร้อนมาเยือนก่อนหน้าเสียแล้ว พวกเขาจึงต้องย้ายที่ถ่ายทำไปยังแห่งใหม่ๆ กับงบประมาณบานปลายจนสตูดิโอกุมขมับ แต่ก็ไม่มีอะไรหยุดยั้งอีนาร์ริตูผู้มุ่งมั่นได้ เขาคือคนทำหนังที่ออกเดินทางขึ้นเหนือลงใต้ ตากฝนผจญหิมะไปพร้อมๆ กับทีมงาน

“เราไม่ได้เปี่ยมสุขกันขนาดนั้นหรอกครับ” อีนาร์ริตูว่า “อันที่จริงเราทำงานกันเหมือนอยู่ในนรก ผมเอาแต่แหกปากบอกทีมงานว่า ‘เราจะถ่ายกันแบบนี้โว้ย แบบเดียวเท่านั้น’ ไม่มีเงื่อนไขอื่น ไม่มีอะไรต้องปกปิด” 

นั่นเพราะเขาหลงใหลในความดิบเถื่อนของความจริง จึงไม่น่าแปลกอะไรหากคนดูจะกำซาบความรู้สึกเหล่านี้ผ่านหนัง เมื่อตัวละครนอนตายซากหลังถูกหมีขย้ำ หรือฟื้นคืนกลับมากินตับม้าเพื่อยังชีพท่ามกลางความหนาวเหน็บ โดยเฉพาะฉากหิมะถล่มที่อีนาร์ริตูหาทางทำให้มันถล่มลงมาจริงๆ โดยปฏิเสธจะใช้ CGI ช่วย “คุณจะใช้คอมพิวเตอร์ช่วยก็ได้ แต่ผมสาบานเลย ว่ามันจะสูญเสียจนชาติที่แท้จริงไป

“ปีก่อนหน้า (ที่จะถ่ายทำ The Revenant) ผมไปเที่ยวเปรูกับครอบครัว ที่เมืองกุสโก แล้วพวกเขาก็ขายข้าวโพดกันข้างทางนี่แหละ ผมซื้อมากินฝักนึงแล้วก็เกือบร้องไห้ออกมา เพราะมันทำให้ผมนึกถึงตัวเองตอนเด็กๆ รสชาติแบบที่มีในเม็กซิโก หรือแม้แต่ตอนที่กลับไปเม็กซิโกแล้วกินมะม่วงอยู่ริมหาด มันทำให้ผมสงสัยว่านี่มันห่ะอะไรกันวะ เพราะมะม่วงในสหรัฐฯ แม่งไม่มีรสชาติอะไรสักนิด

“แต่ภาพยนตร์มันคือสิ่งนี้ มันคือวิถีความเคารพต่อภาพยนตร์ยุคเก่าๆ ที่ซึ่งผู้กำกับต้องเดินทางไปยังสถานที่ถ่ายทำด้วยตัวเอง พร้อมเสี่ยงทุกอย่าง และผมเชื่อหมดใจว่านี่แหละควรจะเป็นวิธีการถ่ายทำภาพยนตร์ที่ควร”