3D กลางแปลงสามมิติ ขุนแผน ภาพยนตร์ นิมิตร สัตยากุล วิทูร สุพัฒนกิตติ หนังกลางแปลง หนังสามมิติ

หนังกลางแปลงไทย กับการเดินหน้าสู่ระบบ 3 มิติ

Home / Bioscope focus / หนังกลางแปลงไทย กับการเดินหน้าสู่ระบบ 3 มิติ

โดย ชลนที พิมพ์นาม / ภาพโดย boyimou 

(จากนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับที่ 185 : เมษายน-พฤษภาคม 2561)

 

ย้อนกลับไปในปี 2013 ค่าย พาราเมาต์ พิกเจอร์ส สตูดิโอยักษ์ใหญ่รายแรกของฮอลลีวูดได้ประกาศเปลี่ยนรูปแบบจัดการจำหน่ายหนังมาสู่ระบบดิจิตอลเพียงอย่างเดียวกับ The Wolf of Wall Street (2013, มาร์ติน สกอร์เซซี) จนมาถึงปัจจุบันที่โรงหนังทั่วโลกเปลี่ยนมาใช้ระบบดิจิตอลอย่างสมบูรณ์ ไม่เว้นแม้แต่การขยับตัวเพื่ออยู่รอดของหนังกลางแปลงในบ้านเรา ที่นำระบบฉายดิจิตอลมาทดแทนฟิล์มที่จบสิ้นไปแล้ว

เช่นเดียวกับกว่า 5 ปีที่ผ่านมา มาสเตอร์ดีไซน์ ได้นำระบบการฉายหนังกลางแปลงแบบดิจิตอลเป็นรายแรกของไทย จนทุกวันนี้ได้รับการยอมรับจากผู้ประกอบการหนังกลางแปลงทั่วประเทศ และขยับขยายสู่การซื้อหนังมาฉายเอง – ทั้งหมดเกิดขึ้นตามความเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมหนังโลก แต่การขยับตัวสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งล่าสุดของมาสเตอร์ดีไซน์ ที่แอบซุ่มพัฒนาระบบการฉายในรูปแบบ 3 มิติ (3D) และใกล้เสร็จสมบูรณ์ในเร็วๆ นี้นั้น อาจกล่าวได้ว่าเป็นการปรับตัวครั้งใหญ่ที่สุดของวงการหนังการแปลง เพื่อหาลู่ทางการฉายหนังที่โลกออนไลน์มอบประสบการณ์แบบนี้ไม่ได้

ไม่เพียงเท่านั้น นี่คือการยกระดับครั้งสำคัญของความบันเทิงระดับรากหญ้า ให้ขึ้นไปใกล้เคียงกับในโรงมัลติเพล็กซ์ ซึ่งผู้ชมอีกหลายล้านคนทั่วประเทศอาจยังไม่เคยมีโอกาสได้สัมผัสมันจนกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้วงการหนังกลางแปลงในบ้านเรากลับมาคึกคักมีชีวิตชีวา…อีกครั้ง

(จากซ้าย) กฤษณ์ชพน, นิมิตร และ วิทูร
ไม่ใช่แค่เครื่องฉาย แต่มันคือ ‘ศาสตร์’ ของการฉาย

“ศาสตร์การฉายหนังกลางแปลง เงินมันซื้อความสำเร็จไม่ได้ เจ้าของจอต้องเรียนรู้ว่าคนดูชอบอะไร ตั้งแต่เปิดเพลงก่อนหนังฉาย หมู่บ้านนี้ชอบฟังเพลงอะไร บางหมู่บ้านชอบเสียงดัง บางที่ไม่ชอบเสียงดัง ชอบดูหนังฝรั่งหรือหนังไทย มันไม่มีใครบอก เราต้องเรียนรู้และสังเกตด้วยประสบการณ์”

นิมิตร สัตยากุล เจ้าของหน่วยหนังกลางแปลง ขุนแผน ภาพยนตร์ ที่มีแฟนประจำเหนียวแน่นในเขตภาคกลาง และหนึ่งในกรรมการบริหาร . มาสเตอร์พิคเจอร์ ผู้คิดค้นและจัดจำหน่ายหนังในระบบดิจิตอลกลางแปลงในไทย พูดถึงเคล็ดลับที่ตัวเขาและทีมงานพาธุรกิจของครอบครัวเดินทางมาไกลถึงรุ่นที่สอง

“จริงๆ การฉายหนังนี่มันเลิกยากนะ ฉายแล้วมันเสพติด มันไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่มันเสพติดรสชาติตอนที่ได้ฉาย ได้เปิดเพลง ได้เห็นคนมาดู คนดูมีความสุขเราก็มีความสุขด้วย เมื่อหน่วยหนังไหนที่สามารถเข้าถึงศาสตร์ของการฉายหนังกลางแปลงได้จริงๆ ก็จะมีแฟนคลับ มีคนมาถ่ายรูป ซื้อขนมให้ แบบนี้ไปฉายก็มีความสุข คนที่เลิกไปคือคนที่อายุเยอะจนทำไม่ไหว หรือไม่มีรุ่นมาสานต่อ ถ้ายังไหว เรามั่นใจว่าไม่มีทางเลิก ไม่ได้เลิกเพราะไม่มีฟิล์มหนังฉายแล้ว เพราะบางคนตอนแรกบอกว่าจะฉายฟิล์มไปจนตาย ก็ยังเปลี่ยนมาฉายในระบบดิจิตอลเพราะเขาอยากทำมันต่อไปเรื่อยๆ

กระนั้น นิมิตรก็รู้ตัวว่าเสน่ห์ของหนังกลางแปลงย่อมมีวันจางหาย โดยเฉพาะเมื่อคนต่างจังหวัดเริ่มเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้อย่างทั่วถึง และสามารถหาสิ่งที่ต้องการชมโดยไม่ต้องรอคอยอีกต่อไป นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นในการค้นหาสิ่งใหม่ๆ มาเติมเสน่ห์ให้กับหนังกลางแปลงอีกครั้งก่อนที่นิมิตรได้พบกับแฟนคลับหน่วยหนังกลางแปลงของเขาคนหนึ่ง ที่กลายมาเป็นผู้คิดค้นระบบหนังกลางแปลงสามมิติให้กับนิมิตรในที่สุด

ระบบ ‘สามมิติ’ ไทยทำที่เริ่มต้นจากศูนย์

“แม้เราจะทำงานด้านเสียงในภาพยนตร์ แต่เราก็เฝ้าดูเรื่องการเปลี่ยนผ่านจากฟิล์มมาสู่ระบบดิจิตอลมาตลอด ซึ่งพอเรามาพบสิ่งที่มาสเตอร์ดีไซน์ทำมันมหัศจรรย์มาก ตอนนั้นผมอยู่สงขลา ได้ดูเขาให้สัมภาษณ์ทางทีวีเกี่ยวกับระบบหนังกลางแปลงดิจิตอลแล้วก็เกิดไอเดีย ช่วงนั้นหนัง 3 มิติมันบูมมาก ผมก็เลยเริ่มศึกษาระบบ 3 มิติในโรงว่ามันมีแบบไหนบ้าง ตามไปดูมันทุกแบบทั้งโรง IMAX โรงธรรมดาแล้วค่อยๆ เอามาเทียบว่าจะเอามาดัดแปลงให้เข้ากับความเป็นหนังกลางแปลงได้อย่างไร

วิทูร สุพัฒนกิตติ เล่าถึงจุดเริ่มต้นที่ชีวิตพลิกผันจากคนทำเบื้องหลังด้านเสียงในภาพยนตร์ (ผลงานเด่นๆ เช่น ทำสกอร์ให้กับ ‘วานรคู่ฟัด’ และซีรีส์ ‘วายุพหุยุทธ์’ ซึ่งเรื่องหลังเป็นซีรีส์ไทยเรื่องแรกที่ฉายบน Netflix) สู่การเป็นผู้คิดค้นระบบการฉายหนังกลางแปลงสามมิติ ซึ่งองค์ความรู้ทั้งหมดเกิดจากการเรียนรู้ตั้งแต่ศูนย์ด้วยตนเอง

ความต่างที่สำคัญของระบบการฉายในโรงกับกลางแปลง คือเรื่องแสง เพราะต้องสู้กับแสงจากสิ่งแวดล้อมรอบด้าน ไม่ว่าจะจากบรรยากาศในงานวัด หรือแสงจากบ้านเรือนใกล้เคียง เราจึงต้องออกแบบเครื่องฉายที่กำลังแสงแรงกว่าปกติ อีกอย่างคือเรื่องของมุมมองการรับชม ในขณะที่โรงหนังระบบ 3 มิติทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 90-130 องศา และผู้ชมอยู่บริเวณกลางจอไล่ระดับความสูงตามเบาะที่นั่ง แต่กับหนังกลางแปลง ที่คนดูมีทั้งนั่งอยู่ในระบบพื้นราบ บางทีก็ไม่ได้อยู่กลางจอ หรือปีนต้นไม้ดูก็ยังมี วิธีคิดของหนังกลางแปลง 3 มิติก็ต้องรองรับวิธีการชมที่หลากหลายของคนดูด้วย ซึ่งตอนนี้เราพัฒนามุมมองการชมได้กว้างถึง 160 องศาแล้ว

โดยผ้าที่ใช้ทำจอที่ใช้ฉายในระบบหนังกลางแปลง 3 มิตินั้น จะแตกต่างจากจอหนังกลางแปลงทั่วไปคือเป็นผ้าที่สะท้อนแสงกลับมายังผู้ชม จึงไม่สามารถดูจากด้านหลังของจอได้ อีกทั้งจะต้องไม่มีรอยต่อในผืนผ้า ที่อาจทำให้ภาพที่สะท้อนมาผิดเพี้ยนไปได้

“ตอนนี้เราพัฒนามาได้เกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว เหลือเพียงการต่อยอดในเรื่องของการติดตั้งเครื่องฉายที่ทำให้สามารถเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ต่างๆ ได้สะดวกและได้มาตรฐานเดียวกัน ไปจนซอฟต์แวร์และระบบเซิร์ฟเวอร์ซึ่งเราก็ใช้บริษัทต่างประเทศออกแบบเขียนขึ้นมาใหม่โดยเฉพาะ เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกับการฉายในโรงภาพยนตร์ที่ทั่วโลกยอมรับให้เราเอาไฟล์ของเขามาฉายได้ และเราจะเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ในการฉายนี้เลย คือเราออกแบบให้ง่ายที่สุด เปิดเครื่องเสร็จแล้วฉายได้เลย ไม่ซับซ้อน” ซึ่งตั้งแต่ไฟล์ที่ใช้ฉาย ไปจนถึงระบบฉายและซอฟต์แวร์ต่างๆ หรือแม้กระทั่งแว่นตา 3 มิติที่ใช้ จะไม่สามารถใช้กับระบบภาพยนตร์ 3 มิติอื่นๆ ได้เลย

โดยวิทูรตั้งชื่อระบบหนังกลางแปลงสามมิติของตนว่า JinNa DD 3D (จินนา ดีดี ทรีดี) “จินนา คือชื่อแฟนของผมเองครับ ก็ต้องให้เกียรติคนที่ออกเงินให้ผมจนทำสิ่งนี้สำเร็จด้วย (หัวเราะ)”

ปัจจุบันและอนาคตของ ‘หนังกลางแปลงไทย’

กฤษณ์ชพน แสงทอง หรือ หมอโรจน์ แห่งหน่วยหนัง . แสงทอง อินเตอร์ ภาพยนตร์ อ. บ้านโป่ง ราชบุรี และหนึ่งในกรรมการบริหาร บ. มาสเตอร์พิคเจอร์ ที่รับผิดชอบดูแลด้านลิขสิทธิ์ภาพยนตร์สำหรับการฉายในระบบกลางแปลงดิจิตอลโดยเฉพาะ พูดถึงสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปของแวดวงคนฉายหนังกลางแปลงในรอบ 3-4 ปีที่ผ่านว่าปัญหาอีกอย่างที่กระทบกับธุรกิจหนังกลางแปลงอย่างมาก นั่นคือการละเมิดลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ที่นำมาฉาย

“ช่วงที่เปลี่ยนผ่านจากระบบฟิล์มสู่ดิจิตอล ก็มีทั้งหน่วยหนังที่เข้ามาหาเรา แต่ก็มีบางส่วนที่แอบลักลอบไปโหลดหนังจากอินเตอร์เน็ตแล้วก็ไปรับจ้างฉายผ่านโปรเจ็กเตอร์ ซึ่งเอาเข้าจริงคุณภาพมันก็ไม่ได้ แต่เหล่านี้ก็เป็นคู่แข่งทำให้หน่วยหนังหลายหน่วยงานน้อยลง เพราะถูกตัดหน้าตัดราคา ซึ่งเราเองก็ต้องเข้ามาดูแลเรื่องลิขสิทธิ์หนังต่างๆ เพื่อปกป้องหน่วยหนังที่ปฏิบัติอย่างถูกต้อง ในขณะเดียวกันเราก็ยังมีหน้าที่ในการหาหนังใหม่ๆ มาให้พวกเขาด้วย” ซึ่งทางมาสเตอร์พิคเจอร์เอง ก็ได้เริ่มซื้อลิขสิทธิ์ภาพยนตร์เพื่อมาจัดจำหน่ายในตลาดหนังกลางแปลงของตนโดยเฉพาะ ในนาม วชิโร มาสเตอร์ ฟิล์ม ตัวอย่างเช่น Birth of Dragons (2016, จอร์จ นอลฟี) หนังบู๊อัตชีวประวัติของ บรูซ ลี, Paradox (2017, วิลสัน ยิป) หนังแอ็กชั่นจีน-ฮ่องกง ที่มี จา พนม ร่วมนำแสดง ไปจนถึงการนำหนังฟอร์มยักษ์ Bahubali: The Beginning (2015, เอส เอส ราจามูลี) และ Baahubali 2: The Conclusion (2017, ราจามูลี) ที่ปลุกกระแสหนังอินเดียให้กลับมาได้รับความสนใจในหมู่ผู้ชมหนังกลางแปลงอีกครั้ง

ส่วนการมาของระบบหนังกลางแปลง 3 มิตินั้น ในระยะเริ่มต้น นิมิตรมองว่า น่าจะทำการตลาดในลักษณะฉายเป็นอีเว้นต์พิเศษเพื่อให้ผู้ชมเกิดความคุ้นเคย ในขณะเดียวกันยังเป็นสร้างความเชื่อมั่นให้กับหน่วยหนังที่จะต้องนำระบบนี้ไปใช้เองในเวลาต่อไป “ในระยะแรก เราจะยังไม่นำระบบนี้ไปแจกจ่ายตามหน่วยหนังเลย เพราะต้องยอมรับว่านี่เป็นเทคโนโลยีที่ยังใหม่มากสำหรับคนฉายหนังกลางแปลงไทย คือถ้าปล่อยให้ไปเลย แล้วเขาไปติดตั้งผิด ปรับองศาเครื่องฉายผิด แล้วปรากฏว่าคนดูไม่ประทับใจ ภาพไม่พุ่งไม่เป็น 3 มิติ มันก็จะกลายเป็นประสบการณ์ที่ไม่ดีกับผู้ชมได้ ซึ่งในระยะแรกอาจจำเป็นต้องเปิดสอนให้กับหน่วยหนังก่อนด้วยซ้ำ

แม้ในระยะเริ่มต้นของระบบหนังกลางแปลง 3 มิติ หน่วยหนังกลางแปลงจะยังต้องใช้เวลาปรับตัวกันสักพักหนึ่ง แต่เมื่อมองในระยะไกลแล้ว นี่คือสิ่งที่จะทำให้ผู้ชมกลับมาตื่นเต้นในการชมหนังกลางแปลงอีกครั้ง “ผมเชื่อมั่นว่าระบบ 3 มิติจะต่ออายุให้หนังกลางแปลงไปอีกยาวแน่นอน เพราะดูครั้งหนึ่งก็ยังอยากกลับมาดูอีก ซึ่งนี่คือความฝันของผมที่จะฉายหนังกลางแปลงในคุณภาพที่เทียบเท่าโรงภาพยนตร์ และเราเชื่อมั่นว่ามันจะส่งเสริมให้อุตสาหกรรมหนังไทยในคึกคักด้วยซ้ำ คือถ้าทำหนังฉายโรงแล้วเจ๊ง ก็ยังมีตลาดหนังกลางแปลงมาช่วยเหลือ ดังเช่นกรณีของ ‘วานรคู่ฟัด’ ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงตอนมาฉายกลางแปลง ซึ่งในอนาคต เราไม่ได้มองแค่การฉายในไทย แต่เรามองไปถึงตลาดประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ใช่แค่ไปฉายหนังฮอลลีวูด แต่ยังมีชาวเมียนมา ชาวลาว ที่พวกเขายังไม่มีหนังกลางแปลง ซึ่งถ้าเราเอาวัฒนธรรมหนังกลางแปลงออกไปพร้อมระบบสามมิติก็เป็นเรื่องที่ประมาทไม่ได้เลย” นิมิตรกล่าวด้วยความคาดหวัง

 

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับ โมโนกรุ๊ป และ จังหวัดพิษณุโลก ชวนทุกท่านเที่ยว ‘เมืองรอง’ ไปกับงาน ‘ดูหนังเท่ เสน่ห์กลางแปลง (3 มิติ)’ เทศกาลชมหนังเด็ด ช็อปงานศิลป์ ชิมของอร่อย แชะภาพแบบชิลล์ๆ ริมแม่น้ำน่าน ในวันเสาร์ที่ 7 – วันอาทิตย์ที่ 8 กันยายน 2562 ตั้งแต่เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ณ สวนชมน่าน เฉลิมพระเกียรติ จ.พิษณุโลก

เซ็คเที่ยวบินได้ที่ http://www.airasia.com

 

/////////////////////////////////

วันเสาร์ที่ 7 กันยายน 2562

– 17.00 น. พูดคุยกับ มาริโอ้ และ โต้ง บรรจง
– 19.00 น. ชมหนังระบบปกติ : ‘พี่มาก..พระโขนง’
– 21.00 น. ชมหนัง 3 มิติ : Avengers: Infinity War

วันอาทิตย์ที่ 8 กันยายน 2562

– 17.00 น. พูดคุยกับ นุ่น ศิรพันธ์ และ เอส คมกฤษ
– 19.00 น. ชมหนังระบบปกติ : ‘เพื่อนสนิท’
– 21.00 น. ชมหนัง 3 มิติ : Jurassic World