Where We Belong กระสือสยาม บัณฑิต ฤทธิ์ถกล หน่าฮ่าน แสงกระสือ

วัยรุ่นในหนังไทย พ.ศ. 2562 ที่ไม่ได้วุ่นแค่ความรัก

Home / Bioscope focus / วัยรุ่นในหนังไทย พ.ศ. 2562 ที่ไม่ได้วุ่นแค่ความรัก

โดย นคร โพธิ์ไพโรจน์

บัณฑิต ฤทธิ์ถกล ในฐานะคนที่ทำหนังวัยรุ่นจนประสบความสำเร็จในยุคหนึ่ง เคยกล่าวกับ BIOSCOPE เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ว่า “วัยรุ่นกับความรักเป็นสิ่งที่ขาดกันไม่ได้” แม้มันจะเป็นความคิดที่น่าตั้งคำถามไม่น้อย แต่นั่นคือกุญแจสำคัญสำหรับเขาในการจะทำหนังเพื่อชนะใจวัยรุ่นกลุ่มเป้าหมายมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นหนังชุด ‘บุญชู’ และ ‘อนึ่ง คิดถึงพอสังเขป’ อันเป็นที่น่าสังเกตว่าหนังวัยรุ่นไทยส่วนใหญ่ก็ยึดแนวทางดังว่ามาโดยตลอดเช่นกัน

และแต่ไรมา หนังวัยรุ่นอีกไม่น้อยก็ใช้ความรักเป็นทางลัดเพื่อไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์อะไรบางอย่าง ไม่เว้นกระทั่งหนังของบัณฑิตเอง เพียงแต่ใน พ.ศ. 2562 นี้ ดูเหมือนสาส์นในหนังวัยรุ่นไทยจะมีนัยยะสำคัญที่คล้ายคลึงกันโดยพร้อมเพรียง และมันขยายความกว้างไกลไปกว่าสิ่งที่เคยอยู่ในปริมณฑลของชีวิตวัยรุ่นในหนังไทยดังเช่นที่เคยเป็นมา นับตั้งแต่ระลอกแรกกับการใช้กระสือเพื่อเป็นภาพแทนความต่างด้านตัวตนกับการพยายามหยัดยืนในโลกแสนประหลาดใบนี้ อย่าง ‘แสงกระสือ’ และ ‘กระสือสยาม’ เนื่องจากวัยรุ่นมักมาพร้อมความสับสนซึ่งหนังทั้งสองเรื่องได้ตั้งคำถามว่าวัยรุ่นจะจัดการอย่างไรเมื่อพบว่าตัวเองนั้นคือสิ่งที่ไม่เข้าพวกกับสังคม และมันก็สามารถคลี่คลายได้งดงามราวส่งต่อการเติบโตมาสู่หนังวัยรุ่นระลอกสอง เมื่อพวกเขาพร้อมใจกันดิ้นรนเฮือกสุดท้ายก่อนจะมีชีวิตของตัวเองในฐานะผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น ‘หน่าฮ่าน’ และ Where We Belong ‘ที่ตรงนั้น มีฉันหรือเปล่า’

‘หน่าฮ่าน’ ติดตามยุพินและเพื่อนซึ่งออกเดินทางข้ามจังหวัดเป็นครั้งแรกด้วยการคมนาคมแสนลำบาก เพียงเพื่อไปเต้นหน้าเวทีหมอลำครั้งสุดท้าย อำลาชีวิตวัยรุ่นมัธยมและโดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่หนึ่งในสมาชิกแก๊งกำลังตั้งท้องอยู่หนึ่งคน เป็นสัญญาณแห่งจุดจบของวัยเยาว์อันเป็นรูปธรรมที่สุด ในขณะที่ ซู สาวเมืองจันทน์ผู้ทำทุกทางเพื่อหนีจากเมืองเล็กๆ ที่เธออยู่อย่างไรจุดหมาย ไปไขว่คว้าอนาคตที่คิดว่าดีกว่าอย่างฟินแลนด์ และใช้เวลาเท่าที่เหลือที่นี่กับการสะสางทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องของคนอื่น

หากมองตามท้องเรื่องก็สรุปโดยผิวเผินได้ว่า ทั้งยุพินและซูต่างกำลังออกเดินทาง แต่ลึกลงไปกว่านั้น มันคือการเดินทางไปเสาะหาดินแดนใหม่ที่ดีกว่า เพราะสิ่งหนึ่งที่บัณฑิตอาจไม่เคยให้สัมภาษณ์กับเราไว้แต่ก็สะท้อนในหนังหลายเรื่องของเขาเช่นกันนั่นก็คือ นอกจากวัยรุ่นจะผูกโยงชีวิตเข้ากับหัวใจ พวกเขายังมีพลังขับเคลื่อนด้วย “ความฝัน” เพียงแต่วัยรุ่นในหนังไทยพ.ศ.นี้ไม่ได้หล่อเลี้ยงความฝันตัวเองด้วยสิ่งที่เป็นรูปธรรมอย่างการเป็นนักร้อง นักกีฬา หรืออาชีพเด่นดัง หากมันคือ “อนาคต” ที่แต่ละคนเลือกเอง และสลัดกรอบบางอย่างจากโลกเดิมที่พันธนาการพวกเธอไว้

ยุพินถูกพันธนาการด้วยผู้ชายสองคน นั่นคือ สิงโต รักชั่ววูบผู้ไขว่คว้าตามความฝันนอกเส้นทางไปสู้ชีวิตจนเด่นดังในฐานะเน็ตไอดอล และ สวรรค์ ผู้มีผลการเรียนเป็นเลิศทั้งยังพริ้วไหวในกิจกรรมของโรงเรียน จนเป็นแบบอย่างที่ดีของระบบการศึกษาไทย ผู้ชายทั้งสองคนอาจมาในรูปของเจ้ากรรมนายเวรที่วัยรุ่นไทยต้องเลือกว่าจะมีอนาคตแบบไหน ทางหนึ่งคือการเป็นเด็กดีที่ผู้ใหญ่เอ็นดูหรือจะขบถออกนอกลู่ไปเสี่ยงโชคกับความฝันของตนไปเลย ซึ่งไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็สุดโต่งทั้งคู่ ดูเหมือนจะไม่มีพื้นที่ความสำเร็จให้คนตรงกลางนัก หากไม่เด็ดเดี่ยวพอจะปฏิเสธระบบก็จงสิโรราบกับมันเสีย ก็ฉันไม่ได้เรียนเก่ง ความสามารถก็ไม่มี ที่ทางของฉันอยู่ตรงไหน? และเชื่อหรือไม่ว่ามันไม่ใช่แค่ยุพินหรอก แต่คือเด็กส่วนใหญ่ของประเทศนี้เลยทีเดียว

ในขณะที่ ‘หน่าฮ่าน’ ขีดเส้นทางให้ยุพิน (หรือในที่นี้คือวัยรุ่นส่วนใหญ่ของสังคม) ให้พบกับชัยชนะ แต่มันเป็นเพียงพื้นที่ไม่กี่ตารางเมตรเท่านั้นที่จะรองรับการเติมเต็มความฝันให้กับทุกคน ดังสะท้อนออกมาใน Where We Belong ซึ่งเราอาจเห็นชีวิตวัยรุ่นที่ไม่แยแสกับระบบการศึกษาไทยในตัวละครที่รายล้อมซูและเบล แต่ในเมื่อหนังเลือกจะจับจ้องไปที่ซูก็ปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นกันว่านั่นคือชะตากรรมที่วัยรุ่นไทยต้องเผชิญ

ก่อนที่ซูจะตัดสินใจเลือกไปฟินแลนด์ เธอคือสาวน้อยผู้ช่วยที่บ้านขายก๋วยเตี๋ยว ความสามารถพิเศษอาจมีเพียงการเลือกชิ้นเนื้อที่ดีที่สุดในตลาด ซึ่งคงไม่มีสถาบันการศึกษาไหนรับรอง ขณะที่เธอเองก็อยู่บนความคาดหวังจากที่บ้านไปเรื่อยๆ ในขณะที่เบลเพื่อนสนิทของเธอก็ไม่ต่างกัน แม้จะฉาบหน้าด้วยอิสรภาพจากการได้รับความคาดหวังของครอบครัวซึ่งแยกกันอยู่ แต่เธอก็ไม่อาจเลี่ยงที่จะต้องเดินไปตามเส้นทางที่ผู้ใหญ่ได้เลือกไว้ให้ด้วยความหวังดี ดังจะเห็นได้ชัดในฉากที่เธอเดินทางมาเจอแม่ในกรุงเทพฯ ดังนั้นทั้งซูและเบลจึงมีสถานภาพไม่ต่างจากฉากสำคัญซึ่งซูถูกพันธนาการเอาไว้บนเครื่องเล่นอย่างปลอดภัย ในขณะที่กลไกของมันจับเธอเหวี่ยงไปมาอย่างผาดโผน

แรงเหวี่ยงจากเครื่องเล่นเปรียบเสมือนความวุ่นวายจากภายนอกที่กระทำต่อเธอ อยู่ที่ว่าเธอจะปล่อยอารมณ์ให้ล่องลอยไปกับมันแค่ไหน หรือทำได้แค่ขัดขืนและกล้ำกลืนความโศกเศร้าเหล่านั้นไว้อย่างผู้พ่ายแพ้

หากมองชีวิตวัยรุ่นในหนังไทย พ.ศ. นี้ เป็นหนังเรื่องหนึ่ง เราพบองก์แรกที่ว่าด้วยความต่างของปัจจักในหนังชุด “กระสือ” แล้วมาคลี่คลายสู่องก์ 2 ใน ‘หน่าฮ่าน’ และ Where We Belong จึงน่าสนใจอย่างยิ่งว่าหนังเรื่องนี้จะสมบูรณ์หรือไม่ในบทสรุปกับหนังวัยรุ่นไทยครึ่งปีหลัง ดังที่เราเฝ้ารออย่างยิ่งกับ ‘โปรเม อัจฉริยะต้องสร้าง’ และ That March หนังเรื่องล่าสุดของ มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล ซึ่งราวกับว่าหนังทั้งสองเรื่องจะเป็นแรงระเบิดของวัยรุ่นต่อระบบอันหนาแน่นที่หน่วงเหนี่ยวความกล้าได้กล้าเสียที่แอบซ่อนอยู่ในตัววัยรุ่นทุกคน เพราะเรื่องแรกคือการต่อสู้ของเด็กสาวจากระบบอันเคร่งครัดไปสู่ความก้าวหน้าในระดับที่การศึกษาไทยอาจตามไม่ทัน ส่วนเรื่องหลังว่าด้วยการรำลึกถึงชีวิตวัยเยาว์ของชายคนหนึ่ง ซึ่งราวกับว่าหนังทั้งสองเรื่องมีท่าทีบางอย่างระหว่างความขบถของวัยรุ่นที่มีต่อสังคม

มันอาจจะเป็นความบังเอิญหรือตั้งใจไม่มีใครทราบ แต่ก็น่าบันทึกไว้อย่างยิ่งว่าวัยรุ่นในหนังไทย พ.ศ. นี้ ต่างพร้อมใจกันตั้งคำถามต่อช่วงวัย ตัวตน และอนาคตในสังคมอย่างมีนัยยะ