Adam Driver Broken Flowers Jim Jarmusch Mystery Train Paterson Stranger Than Paradise

เรื่องตลกร้าย มนุษย์ผู้แพ้พ่าย และทำนองชีวิตแสนโศก : โลกธรรมดาที่ไม่ธรรมดาในภาพยนตร์ของ จิม จาร์มุช

Home / Bioscope focus / เรื่องตลกร้าย มนุษย์ผู้แพ้พ่าย และทำนองชีวิตแสนโศก : โลกธรรมดาที่ไม่ธรรมดาในภาพยนตร์ของ จิม จาร์มุช

จิม จาร์มุช คือคนทำหนังวัยเลขหกที่เคยบุกเบิกเส้นทางให้แก่หนังอิสระสัญชาติอเมริกันมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 80 ผ่านเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่หลากหลาย-ซึ่งพยายามแหกกฎความคุ้นชินของผู้ชมที่มีต่อหนังสูตรสำเร็จจากโลกฮอลลีวูด นับตั้งแต่ตัวละครที่แปลกแยก เหตุการณ์ที่ขำขื่น ไปจนถึงจังหวะการเล่าเรื่องที่เนิบเนือย ทั้งใน Stranger Than Paradise (1984), Mystery Train (1989), Broken Flowers (2005) และ Paterson (2016) ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของผลงานสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นคนทำหนังที่ใส่ใจในชีวิตแสนเศร้าของมนุษย์ รวมถึงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในโลกแห่งเรื่องเล่าของจาร์มุชตลอดระยะเกือบ 4 ทศวรรษที่ผ่านมา

“เขาคงเป็นคนทำหนังอิสระอเมริกันผู้ยิ่งใหญ่คนสุดท้ายของยุคสมัย”, “คนทำหนังแบบเขาคงไม่ผ่านมาบนโลกอีกแล้ว” นักวิจารณ์บางคนเคยกล่าวเอาไว้ถึงขั้นนั้น …ว่าแต่ชายผมขาว ใส่แว่นดำ และปากคาบบุหรี่ผู้นี้มีดีอะไรหนักหนา จึงสามารถติดตรึงอยู่ในใจของผู้ชมรุ่นแล้วรุ่นเล่ามาได้ยาวนานขนาดนี้?

จิม จาร์มุช ขณะกำกับ Stranger Than Paradise
Permanent Vacation

หนังเรื่องแรกของเขาที่ถ่ายด้วยฟิล์ม 16 มม.ขณะเรียนทำหนังที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์คในปี 1980 อย่าง Permanent Vacation -อันว่าด้วยชายหนุ่มผู้ออกตะลอนในกรุงนิวยอร์ค พบพานผู้คนมากหน้า และตั้งคำถามกับที่ทางของตัวเอง- ถือเป็นผลงานที่แสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวหลายอย่างของเขา ทั้งตัวละครโดดเดี่ยวผู้มีโลกส่วนตัวสูง การมองโลกด้วยสายตาของคนนอก/คนชายขอบ สไตล์การเล่าเรื่องแบบปล่อยไหล-ซึ่งปราศจากพล็อตและโครงสร้างที่แน่ชัด รวมถึงอารมณ์ขันแบบตลกหน้าตาย ซึ่งครั้งหนึ่ง จาร์มุชเคยพูดถึงสไตล์การทำหนังของตนแบบสั้นๆ เอาไว้ว่า “ผมรู้สึกว่าผมต้องคอยฟังหนังแต่ละเรื่อง เพื่อให้มันบอกว่าต้องการอะไร …ซึ่งบางครั้งมันก็ชอบบ่นงึมงำและไม่ค่อยบอกอะไรออกมาชัดๆ แบบนี้แหละครับ”

Stranger Than Paradise
Mystery Train

แต่กระนั้น สิ่งที่มักปรากฏ ‘ชัด’ อยู่ในหนังหลายเรื่องของจาร์มุชก็หนีไม่พ้นตัวละครหลักที่ยอมพ่ายแพ้ให้แก่ชะตาชีวิต กฎเกณฑ์ของสังคม หรือแม้กระทั่งความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ทั้งในหนังขาว-ดำอย่าง Stranger Than Paradise (สองหนุ่มผู้พ่ายให้แก่โลกการพนันจนหญิงสาวร่วมทางยังต้องแหนงหน่าย), Down by Law (1986 – สามหนุ่มผู้พ่ายให้แก่ชีวิตอันสุดจะทานทนจนต้องมาติดคุกเพราะอาชญากรรมที่ตนก่อ), รวมหนังสั้น 11 เรื่อง Coffee and Cigarettes (2003 – มนุษย์ชายขอบหลากรูปแบบผู้พ่ายให้แก่ปมปัญหาชีวิตนานา) และในหนังสีอย่าง Mystery Train (คนต่างชาติต่างภาษาผู้พ่ายให้แก่คืนวันอันว้าวุ่นใจในเมืองเมมฟิส), Broken Flowers (บิลล์ เมอร์เรย์ รับบทชายวัยดึกผู้พ่ายให้แก่สัมพันธ์รักอันวุ่นวายในอดีตที่ตามมาหลอกหลอนในคราบของ ‘ลูกชายที่เขาไม่เคยรู้ว่ามี’), Paterson (อดัม ไดร์เวอร์ รับบทคนขับรถบัสผู้พ่ายให้แก่ชีวิตประจำวันอันเลื่อนลอย) ซึ่งแม้ว่าหนังเหล่านี้ของจาร์มุชจะเล่าถึงชีวิตของมนุษย์ผู้แพ้พ่ายด้วยลีลาตลกร้ายชวนหัวเราะเพียง ‘หึๆ’ ทว่าหลายครั้งมันก็สะท้อนถึงความโศกเศร้าในการเป็นมนุษย์ตัวเล็กๆ -ที่มักถูกชีวิตเล่นตลกหรือถูกสังคมกีดกันตัดสิน- อยู่กลายๆ โดยที่มักจะเป็นเพียงช่วงเวลาหรือเหตุการณ์สั้นๆ ที่ไม่มีอะไรสลับซับซ้อน หากแต่สามารถสร้างผลกระทบอย่างใหญ่หลวงให้แก่ชีวิตของตัวละครของเขาได้

Broken Flowers
Paterson

และเช่นเดียวกับเรื่องเล่าของเขา, วิธีการทำหนังของจาร์มุชนั้นไม่ได้ซับซ้อนแต่อย่างใด เพราะเขาแค่ชอบออกไปถ่ายหนังแล้วกลับมาขลุกอยู่ในห้องตัดต่อจนกว่าจะได้ผลงานที่ตนพอใจที่สุด โดยเตยถึงขั้นเปรียบเปรยขั้นตอนสุดท้ายแบบติดตลกว่า มันเหมือนกับการยั่วเย้า มีเซ็กซ์กันแบบสุดเหวี่ยง และปฏิสนธิในห้องตัดต่อ ซึ่งหลายครั้งหลายหน ผลงานที่ได้ก็มักจะเป็นหนังจังหวะเนิบช้า-จากการแช่ภาพไปจนถึงการใช้ลองเทค (Long take)-ที่ให้เวลาผู้ชมในการสังเกตสังกาตัวละครและโลกรอบข้าง “สิ่งที่ผมพยายามทำก็คือการนำเสนอเรื่องราวที่เกือบจะเกิดตามเวลาจริงให้แก่ผู้ชม แทนที่จะไปปรับแต่งจังหวะการเล่าด้วยการตัดต่อเร็วๆ หรือขับเคลื่อนเรื่องไปอย่างง่ายๆ เพียงเพราะผู้ชมคุ้นเคยกับจังหวะแบบนี้ – ผมอยากเปลี่ยนมันทั้งหมด ทำให้มันเกิดขึ้นน้อยที่สุดจนคุณรู้สึกว่ากำลังเฝ้าดูผู้คนเหล่านั้นเกือบตามเวลาจริง โดยที่กล้องจะไม่ไปขับเน้นให้สิ่งนี้สิ่งนั้นกลายเป็นเรื่องที่สำคัญหรือไม่สำคัญ-ซึ่งมักขึ้นกับระยะห่างระหว่างกล้องกับซับเจ็กต์ แต่ผมจะปล่อยให้ผู้ชมเป็นคนตัดสินเอง โดยพยายามทำให้พวกเขาเริ่มคุ้นชินกับจังหวะการเล่าที่ดู ‘จริง’ มากขึ้นดังกล่าว”

Dead Man
Ghost Dog: The Way of the Samurai

อย่างไรก็ดี ด้วยความที่จาร์มุชเป็นนักดนตรี เขาจึงใส่ใจกับการใช้เสียงเพลงในหนังอยู่ไม่น้อย โดยมีนักดนตรีขาประจำ-ที่มีตำแหน่งเป็นนักแสดงแสดงด้วย-อย่าง จอห์น ลูรี (นับจากหนังเรื่องแรก) และ ทอม เวตส์ (นับจาก Down by Law) มาร่วมเป็นกำลังสำคัญในหนังหลายเรื่อง ผ่านการใช้เพลงแจ๊ซซ์/บลูส์ที่สื่อถึงอารมณ์หน่วงหนักหรือแม้แต่ปลดปล่อยของตัวละคร (จนหลายครั้งจังหวะการตัดต่อของเขาก็ดูคล้ายกับท่วงทำนองของเพลงเหล่านี้ไปเลยก็มี) รวมถึงการเลือกใช้บริการนักดนตรีดังๆ ที่ช่วยสร้างบรรยากาศให้หนังเรื่องนั้นๆ ได้อย่างเหมาะสม อาทิ นีล ยัง ที่มาช่วยโซโล่กีตาร์ไฟฟ้าให้ในหนังเวสเทิร์น-ที่ จอห์นนี เด็ปป์ รับบทเป็นชายหนุ่มตกอับผู้ก้าวเข้าสู่โลกทางจิตวิญญาณของชนพื้นเมือง-อย่าง Dead Man (1995) หรือแร็ปเปอร์ RZA ที่มาใช้ดนตรีฮิปฮ็อปเป็นสกอร์หลักในหนังว่าด้วยนักฆ่าผิวสี (ฟอเรสต์ วิเทเกอร์) ที่ยึดถือวิถีทางแบบซามูไรอย่าง Ghost Dog: The Way of the Samurai (1999) เป็นต้น

The Limits of Control
Only Lovers Left Alive

นอกจากนี้ จาร์มุชยังพยายามทดลองทำหนังในหลากหลายแนว ทั้งหนังเวสเทิร์น (Dead Man), หนังอาชญากรรม (Ghost Dog: The Way of the Samurai), หนังธริลเลอร์ (The Limits of Control ปี 2009), หนังแวมไพร์ (Only Lovers Left Alive ปี 2013), หนังซอมบี้ (The Dead Don’t Die ปี 2019) หรือแม้แต่หนังสารคดีวงดนตรี (Gimme Danger ปี 2016) ซึ่งนอกจากจะส่องสะท้อนถึง ‘คนนอก/คนแพ้’ ผ่านเรื่องเล่าที่แตกต่างกันออกไป-ทั้งในแง่ของตัวละครและสไตล์การเล่าที่มีสีสันฉูดฉาดมากขึ้น มันก็ยังแสดงให้เห็นด้วยว่า จาร์มุชไม่ได้ยึดติดกับสไตล์เดิมๆ ที่เคยสร้างชื่อให้ตนในอดีต มากเท่ากับการเลือกทดลองทำ ‘อะไรก็ได้’ ที่เขาอยากทำจริงๆ โดยไม่สนใจด้วยว่ามันจะคล้ายกับสิ่งที่ใครเคยสร้างสรรค์มาก่อนหรือไม่-อย่างไร แต่สำคัญตรงที่การเปิดรับทุกสิ่งรอบตัวให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการทำหนังมากกว่า

The Dead Don’t Die

“มันไม่มีอะไรออริจินัลหรอก” เขายืนยัน “ฉะนั้น จงขโมยมาเถอะ ฉกฉวยเอาจากอะไรก็ตามที่สะท้อนถึงแรงบันดาลใจหรือขับเคลื่อนจินตนาการของคุณ ทั้งหนังเก่า หนังใหม่ ดนตรี หนังสือ ภาพวาด รูปถ่าย บทกวี ความฝัน บทสนทนาเล็กๆ น้อยๆ สถาปัตยกรรม สะพาน ป้ายริมทาง ต้นไม้ ก้อนเมฆ มวลสารของน้ำ แสง หรือเงา – เลือกขโมยในสิ่งที่พูดตรงสู่จิตวิญญาณของคุณจริงๆ ถ้าคุณทำได้แบบนี้ ผลงานของคุณก็จะออกมาจริงแท้ แล้วไอ้ความจริงแท้นี่แหละที่มันประเมินค่าไม่ได้

“ส่วนความออริจินัลน่ะมันไม่มีอยู่จริงหรอก อย่ามัวไปปกปิดอยู่เลยว่าคุณขโมยอะไรใครเขามา แต่จงเฉลิมฉลองมันถ้าต้องการ และจงจำไว้ว่าขนาด ฌ็อง-ลุก โกดาด์ ยังเคยพูดเลยว่า ‘มันไม่สำคัญหรอกว่าคุณเอาไอเดียมาจากไหน แต่สำคัญว่าคุณจะพามันไปยังที่แห่งใดต่างหาก’