Forrest Gump Robert Zemeckis Tom Hanks ทอม แฮงค์ส โรเบิร์ต เซเม็กคิส

ว่าด้วย Forrest Gump ในอีก 25 ปีต่อมาและ ‘ความเดียงสา’ ทางการเมืองของมิสเตอร์กัมป์

Home / Bioscope focus / ว่าด้วย Forrest Gump ในอีก 25 ปีต่อมาและ ‘ความเดียงสา’ ทางการเมืองของมิสเตอร์กัมป์

เมื่อ 25 ปีก่อน หนังทุนสร้าง 55 ล้านเหรียญฯ ที่สร้างจากวรรณกรรมของ วินสตัน กรูม สร้างปรากฏการณ์ครั้งใหญ่เมื่อคนดูพากันต่อแถวหน้าโรงหนังยาวเหยียด เพื่อจะทำความรู้จักชีวิตของชายหนุ่มไอคิวต่ำนาม ฟอร์เรสต์ กัมป์ กับเรื่องย่อที่อธิบายความโดยคร่าวๆ ว่า ชายชื่อกัมป์เป็นทั้งนักกีฬาอเมริกันฟุตบอล ร่วมรบในสงครามเวียดนาม ตกกุ้งและสร้างธุรกิจขึ้นมาท่ามกลางความผันผวนของบ้านเมือง

Forrest Gump (1994, โรเบิร์ต เซเม็กคิส) กวาดรายได้หลังออกฉายไปทั้งสิ้น 677 ล้านเหรียญฯ รวมถึงรางวัลออสการ์อีก 6 สาขา ทั้งหนังแห่งปี, นำชายยอดเยี่ยม รวมถึงผู้กำกับยอดเยี่ยม ทั้งที่เป็นที่กล่าวกันว่า หนังที่ชิงออสการ์ปี 1994 นั้นแข็งแกร่งจนยากจะฟันธงได้ว่าใครจะเป็นผู้กำชัย ทั้งเรื่องราวของคนคุกผู้โหยหาเสรีภาพ The Shawshank Redemption หรือลำดับการเล่าเรื่องที่สั่นสะเทือนโครงสร้างภาพยนตร์ฮอลลีวูดจาก Pulp Fiction แต่เรื่องของกัมป์ หนุ่มสมองทึบที่แม่ต้องยอมแลกเรือนร่างตัวเองเพื่อให้เขาได้เข้าเรียนหนังสือตามระบบ ทั้งยังเติบโตมาโดยไม่มีเป้าหมายชีวิตที่แน่ชัดนอกจากปล่อยทุกสิ่งไปตามชะตากรรม ก็คว้ารางวัลหนังยอดเยี่ยม ทั้งยังส่งให้ ทอม แฮงค์ส คว้ารางวัลนำชายยอดเยี่ยมสองปีติดหลังจาก Philadelphia (1993, โจนาธาน เด็มมี)

และหากว่าเมื่อ 25 ปีก่อน ความใสซื่อและจริงใจของกัมป์ทำให้คนดูตกหลุมรักกันค่อนอเมริกา 25 ปีต่อมาก็อาจพลิกผัน เมื่อมีคนตั้งข้อสงสัยในทัศนคติของกัมป์และตัวหนังเองว่ามันเหมาะสมแล้วจริงๆ หรือ

 

ก่อนจะไปถึงตรงนั้น เราอยากพามาย้อนความถึงต้นกำเนิดของกัมป์ก่อน ก่อนหน้าจะรังสรรค์ตัวละครอันเป็นที่รักนี้ออกมา วินสตัน กรูม คืออดีตทหารผ่านศึกที่ชีวิตเกี่ยวพันกับความเคลื่อนไหวทางการเมืองของสหรัฐฯ มาโดยตลอด โดยเฉพาะการถูกส่งไปรบในสงครามเวียดนามช่วงปี 1965 – 1969 ก่อนจะออกมาเป็นผู้สื่อข่าวให้หนังสือพิมพ์ Washington Star ในกรุงวอชิงตัน ไปพร้อมกันนั้น เขาก็ทยอยเขียนนิยายไปด้วย หนึ่งในนั้นคือ Forrest Gump ที่เขาหยิบยกเอาชีวิตสมัยเรียนมหาวิทยาลัยและค่ายทหารมาเป็นฉากหลักในการดำเนินเรื่อง ก่อนที่ค่ายพาราเม้าต์จะซื้อลิขสิทธิ์ไปสร้างเป็นหนังและวุ่นวายขนานใหญ่เพราะต้องเลือกผู้กำกับระหว่างเซเม็กคิส, เทอร์รี กิลเลียม ที่ท็อปฟอร์มมาตั้งแต่ Time Bandits (1981) และ แบร์รี ซอนเน็นฟีลด์ ซึ่งสองคนหลังบอกปัดการกำกับเรื่องของกัมป์ไป ทั้งหมดจึงตกอยู่ในมือของเซเม็กคิส ซึ่งดังระเบิดอยู่แล้วจากแฟรนไชส์ Back to the Future

อย่างไรก็ดี จุดเด่นของ Forrest Gump คือการที่มันผสานเรื่องราวของตัวละครเข้ากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง กัมป์ร่วมสัมภาษณ์และร่วมยุคสมัยกับ เอลวิส เพรสลีย์ ยอดนักดนตรีแห่งศตวรรษที่ 20 ของโลก, สงครามเวียดนาม, จอห์น เลนนอน ฟร้อนต์แมนวง The Beatles ตลอดจนภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหลังสงคราม และการขึ้นกล่าวแถลงการณ์หลังสงครามเวียดนามจบลง ซึ่งคำพูดของกัมป์นั้นถูกกลืนหายไปกับความเงียบหลังนายทหารชราย่องมาดึงปลั๊กไมโครโฟนออกคนฟังด้านล่างไม่ได้ยินว่าเขาพูดอะไร ก่อนที่ทุกอย่างจะถูกแทนที่เมื่อกัมป์เห็น เจนนี (โรบิน ไรต์) หญิงสาวผู้เป็นรักแรกของเขาผ่านฝูงชน และพุ่งเข้าไปกอดเธอท่ามกลางสายตาของสักขีพยานครึ่งเมือง

แฮงค์สให้สัมภาษณ์ถึงตัวหนังในวันที่ออกฉายว่า “นี่เป็นหนังที่ไม่ข้องเกี่ยวกับการเมือง และไม่มีการพิพากษาอะไร” (แม้ว่าตัวเขาเองจะเคยแย้งกับเซเม็กคิสอยู่เนืองๆ ระหว่างถ่ายทำว่า กัมป์นั้น ‘บริสุทธิ์’ ไปสักหน่อยสำหรับเขา) และตอนนั้นเองที่มีสื่อมวลชนออกมาโต้ว่า -ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่- แต่หนังเรื่องนี้กำลังเอียงข้างการเมืองแบบขวาอย่างรุนแรง ผ่านเรื่องราวของกัมป์ที่ใช้ชีวิตในกรอบกำหนดและคุณค่าแบบอเมริกันนิยมมาโดยตลอด (เป็นนักกีฬาอเมริกันฟุตบอลและเป็นทหาร ออกรบในสงคราม -ที่สหรัฐฯ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง- อย่างสงครามเวียดนาม) ขณะที่เจนนีนั้นใช้ชีวิตแบบฮิปปี้และสุดเหวี่ยง ทั้งเปลือยกายเล่นดนตรี ติดยา และใช้ชีวิตไปอย่างผุพัง จนฉากสุดท้ายในชีวิตของเธอนั้นถูก เจนนิเฟอร์ เฮแลนด์ หวัง นักวิจารณ์หนังเขียนลงใน Cinema Journal ว่าการตายของเจนนี่เป็นภาพแทนของ “การตายของเสรีภาพในอเมริกา และการตายของการชุมนุมประท้วงในยุคสมัยนั้น” ทั้งยังกล่าวว่า อีริค ร็อธ คนเขียนบทหนังได้ดัดแปลงเจนนีจากในวรรณกรรมของกรูมให้เป็นแต่เพียง “ตัวแทนความผิดพลาดของกัมป์และความละโมบของปวงชนชาวอเมริกันในยุค 1960-1970”

 

ตัวเซเม็กคิสเองตอบโต้ประเด็นเหล่านี้อย่างเรียบง่ายว่า “หนังของผมเปิดโอกาสให้ใครต่อใครตีความก็ได้ครับ” รวมถึงโปรดิวเซอร์ สตีฟ ทิช ที่ขึ้นกล่าวขณะรับรางวัลหนังยอดเยี่ยมจากเวทีออสการ์ว่า “Forrest Gump ไม่ได้เป็นหนังการเมืองหรือยกยอคุณค่าความเป็นอนุรักษนิยม แต่เป็นหนังที่ว่าด้วยความเป็นมนุษย์”

 

อย่างไรก็ตาม หลังจากหนังออกฉาย ตลอดจนหลายปีที่ผ่านมานี้ Forrest Gump ถูกจับจ้องและถูกวิเคราะห์อีกครั้งอย่างหนักหน่วง โดยเฉพาะเมื่อสภาพประเด็นทางการเมืองและทางสังคมร้อนแรงมากขึ้น เป็นไปได้ไหมว่าที่ Forrest Gump มันเป็นที่รักเสียเหลือเกินในเวลานั้นและเวลาต่อมา -นอกเหนือจากเพราะคุณภาพของตัวหนังแล้ว- มันยังเป็นหนังย่อยง่าย ไม่ทำร้ายจิตใจคนดูที่เหนื่อยหน่ายกับความบัดซบของเศรษฐกิจยุคหลังสงคราม และให้ความหวังด้วยการบอกว่า จงใช้ชีวิตให้ล่องลอยไปอย่างขนนกเถอะ ทำสิ่งที่รัฐบอกให้ทำแล้วชีวิตจะงดงามเอง (ในทางกลับกัน อย่าไปเป็นแบบเจนนีที่เจ็บปวดจากการขบถและตั้งคำถามต่อสหรัฐฯ เลย) เพราะในปีเดียวกันนั้น มีหนังที่ว่าด้วยการเมืองอเมริกาจัดๆ อีกสองเรื่องที่หนักหนาและดุเดือดว่า Forrest Gump มาก ไม่ว่าจะ Crooklyn (1994, สไปค์ ลี -ชีวิตคนผิวสีในเมืองใหญ่) หรือ Natural Born Killers (1994, โอลิเวอร์ สโตน -ชำแหละความเป็นนักทำลายล้างของอเมริกาอย่างรุนแรง) แต่เรารักกัมป์เพราะกัมป์ทำให้เราเชื่อว่า ทุกสิ่งมันง่ายดาย ใช้ชีวิต อย่าตั้งคำถาม แล้วทุกอย่างจะดีเอง

 

แต่แน่นอนว่า Forrest Gump เป็นหนังที่ให้กำลังใจ มอบความหวังดีให้แก่ชาวอเมริกาในยุคแห่งความสั่นคลอนทางความเชื่อ พวกเขาอยากจะเชื่อว่าอเมริกายังแข็งแรงหลังจากพ่ายแพ้ยับเยินในสงครามเวียดนาม และอยากจะชนะในสงครามเย็นอันยืดเยื้อ แต่การที่หนังสื่อสารให้เรามองโลกในแง่ดีโดยหลับตาทำเป็นไม่เห็นความเป็นจริงอันเจ็บปวดด้านอื่นๆ ก็อาจทำให้มันถูกตั้งคำถามอย่างหนักอีกครั้งในทุกวันนี้