Marvel MCU Spider-Man Spider-Man: Far From Home The Character Tom Holland การแสดง ตัวละคร

The Character : 3 เคล็ด(ไม่)ลับในการรับบท Spider-Man ให้น่ารักน่าหยิกของ ทอม ฮอลแลนด์

Home / Bioscope focus / The Character : 3 เคล็ด(ไม่)ลับในการรับบท Spider-Man ให้น่ารักน่าหยิกของ ทอม ฮอลแลนด์

แม้ว่าพ่อหนุ่มวัย 23 อย่าง ทอม ฮอลแลนด์ จะไม่ใช่ผู้รับบท ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ หรือ สไปเดอร์-แมน คนแรกของโลกภาพยนตร์ แต่เขาก็ถือเป็นสไปเดอร์-แมนที่มีผู้ชมหลงรักมากเป็นอันดับต้นๆ เพราะไม่เพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอกอันสดใสสมวัยของเขาเท่านั้นที่ดูจะไปด้วยกันได้ดีกับตัวละครซูเปอร์ฮีโร่วัยว้าวุ่นตัวนี้ ทว่าการแสดงอันพริ้วไหวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับไอ้แมงมุมของเขา -นับจาก Captain America: Civil War (2016, พี่น้องรุสโซ), Spider-Man: Homecoming (2017, จอห์น วัตต์ส), Avengers สองภาคหลังสุด มาจนถึง Spider-Man: Far From Home (2019, วัตต์ส)- ก็ยังช่วยก่อร่างสร้างเสน่ห์อันเกินห้ามใจให้ผู้ชมทั่วโลกหลงใหลได้ปลื้มจนเราไม่อาจปฏิเสธได้เช่นกัน

และนี่คือ 3 เคล็ด(ไม่)ลับของฮอลแลนด์ที่ช่วยให้ตัวละครสไปเดอร์-แมนบนจอของเขาออกมาน่ารักน่าหยิกจนถึงทุกวันนี้!

1) ออกกำลังกายให้หุ่นฟิตเฟิร์มตามสูตรดารามาร์เวล

สไปเดอร์-แมนอาจไม่ใช่ตัวละครซูเปอร์ฮีโร่ในจักรวาลมาร์เวลที่ขึ้นชื่อเรื่องมัดกล้ามล่ำบึ้กเหมือนใครเขา แต่การฟิตหุ่นเพื่อให้ได้มาซึ่งโครงสร้างกล้ามเนื้อที่แข็งแรงนั้นก็เป็นสิ่งที่นักแสดงหลักอย่างฮอลแลนด์ไม่อาจละเลยได้ เขาจึงต้องเข้าสู่โปรแกรมออกกำลังกายสุดหฤโหดเหมือนกับที่นักแสดงรุ่นพี่คนอื่นๆ ใน Marvel Cinematic Universe (เช่น โรเบิร์ต ดาวน์นีย์ จูเนียร์, คริส เฮมสเวิร์ธ หรือ คริส อีแวนส์) เคยผ่านมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการฝึกเล่นยิมนาสติกเพื่อให้ร่างกายยืดหยุ่นและแข็งแรงพอ, ฝึกต่อยมวยและยกน้ำหนักเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ รวมถึงการควบคุมอาหารตามสูตรเพื่อลดไขมันส่วนเกิน – ทั้งนี้ก็เพื่อให้ร่างกายพร้อมสำหรับการถ่ายทำฉากแอ็กชั่นอันสุดโหดทั้งหลาย โดยมีผลพลอยได้ก็คือเสียงกรี๊ดจากแฟนๆ หลากเพศหลายวัยในทุกครั้งที่พ่อหนุ่มฮอลแลนด์ถอดเสื้อโชว์กล้ามเนื้อมัดน้อยๆ ของเขานั่นเอง

2) คงคาแร็กเตอร์ต้นฉบับ แล้วผสานเข้ากับบุคลิกส่วนตัว

สไปเดอร์-แมนเป็นตัวละครจากคอมิกที่ถูกสร้างขึ้นจากไอเดียของ สแตน ลี -อดีตบรรณาธิการจากมาร์เวลผู้ล่วงลับ- มาตั้งแต่ปี 1962 ซึ่งตัวละครนี้-ที่ลีอยากให้เป็นซูเปอร์ฮีโร่ในคราบของ ‘วัยรุ่นธรรมดาๆ’ ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีใครนำเสนอ-ก็ได้กลายมาเป็นหนึ่งในตัวละครยอดฮิตของค่ายมาร์เวล และถูกนำมาสร้างเป็นหนังชุดสไปเดอร์-แมนด้วยกันอีกหลายหน (ที่เราคุ้นหน้าก็คือไตรภาคทั้ง 2 ชุดที่มี โทบีย์ แม็กไกวร์ และ แอนดรูว์ การ์ฟีลด์ นำแสดง-ตามลำดับ) โดยฮอลแลนด์เคยให้สัมภาษณ์ไว้ก่อนหน้าที่จะถูกคัดเลือกให้มารับบทนี้ไว้เมื่อปี 2013 ว่า ตัวละครซูเปอร์ฮีโร่ที่เขาอยากเล่นที่สุดก็คือสไปเดอร์-แมนนี่แหละ “จะเป็นภาครีบูตของรีบูตก็ได้ ถ้าเขาจะสร้างกันสักเรื่องน่ะนะ มันคงเจ๋งน่าดู” ฮอลแลนด์กล่าว-โดยหารู้ไม่ว่าเขาจะได้มารับบทนี้จริงๆ ในอีกไม่กี่ปีถัดมา!

“แก่นแท้ของ ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ ก็คือเขาเป็นแค่เด็กหนุ่มนิสัยง่ายๆ สบายๆ ที่ค่อนข้างจะไร้เดียงสาน่ะครับ ซึ่งผมรู้สึกว่าผมลึกๆ แล้วผมก็เป็นเหมือนเขา …จริงอยู่ที่เขาต้องรับมือกับเรื่องหนักหนาหลายอย่าง แต่เขาก็ยังคงความอยากรู้อยากเห็นแบบเด็กๆ เอาไว้ได้ – ซึ่งผมคิดว่านั่นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก” ฮอลแลนด์พูดถึงตัวละครซูเปอร์ฮีโร่วัยว้าวุ่น-ผู้ห่วงใยคนรอบข้างอย่างจริงใจ-ที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ซึ่งสอดคล้องกับธรรมชาติของเขาในฐานะวัยรุ่นคนหนึ่ง โดยเขาได้ใส่ความสดใส ขี้สงสัย และแสนซื่อ (จนเผลอสปอยล์หนังตัวเองไปก็หลายหน!) อันเป็นบุคลิกเฉพาะตัวของเขาเองลงไป จนทำให้สไปเดอร์-แมนในเวอร์ชั่นนี้ดูมีชีวิตชีวาและเชื่อมโยงกับผู้คนได้อย่างที่ไม่เคยมีใครถ่ายทอดมาก่อน

“ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนปีเตอร์ ปาร์คเกอร์เป็นเหมือนส่วยขยายของตัวผม การได้เล่นเป็นเขาทำให้ผมมีความสุขมากครับ”

3) เปิดรับความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการเป็นตัวละคร(และการเป็นนักแสดง)

เท่านั้นยังไม่พอ ฮอลแลนด์ยังพยายามทำตัวให้ ‘เปิดกว้าง’ เพื่อมองหา ‘ความเป็นไปได้ใหม่ๆ’ ในการรับบทบาทนี้อยู่เสมออีกด้วย ทั้งการพูดคุยกับผู้กำกับ การตีความบทกับนักแสดงร่วม (อย่างใน Far From Home ก็คือ เจค จิลเลนฮาล ในบท Mysterio ที่ดูจะสนิทสนมกันมาก…มากจนแฟนๆ พากัน ‘จิ้น’ ไปถึงไหนต่อไหน!) และการทำการบ้านล่วงหน้าในทุกครั้งที่ต้องเข้าฉากเพื่อพาตัวละครของเขาไปให้ถึงจุดที่ควรจะเป็น-หรือสามารถไปได้ไกลกว่านั้น แถมเขายังเปิดกว้างถึงขั้นที่ว่า หากตัวละครสไปเดอร์-แมนจะถูกเขียนให้มีรสนิยมทางเพศที่ลื่นไหลไปชอบ ‘เพศเดียวกัน’ เข้าในสักวันหนึ่ง เขาก็คงไม่รู้สึกขัดข้องแต่อย่างใด  “ก็โลกนี้ไม่ได้มีแค่ ‘ผู้ชายผิวขาวที่ชอบผู้หญิง’ นี่ครับ มันไม่ได้มีแค่นั้น และหนังพวกนี้ก็ควรต้องนำเสนอผู้คน(ที่หลากหลาย)มากกว่าประเภทใดประเภทหนึ่งอยู่แล้ว”

และนั่นก็หมายรวมถึงการเปิดกว้างให้กับอาชีพนักแสดงของเขาเองด้วย “เป้าหมายในอีก 20 ปีของผมคือการเป็นผู้กำกับ เป้าหมายในอีก 15 ปีก็คือการชนะออสการ์สักตัว และเป้าหมายในอีก 5 ปีก็คือการหาอะไรสนุกๆ ทำไปเรื่อยๆ ซึ่งตอนนี้ผมอาจจะมีชีวิตที่โคตรดีอยู่แล้วก็จริง แต่ในอนาคต ผมก็อยากพาตัวเองไปให้ไกลได้เหมือนอย่างที่ เจค จิลเลนฮาล, ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ และ เมอรีล สตรีป ทำนะ” เขายิ้มหวาน

“ผมไม่อยากติดอยู่กับตัวละครตัวเดียวไปตลอดน่ะครับ”