Chris Pratt Guardians of the Galaxy Jurassic World คริส แพร็ตต์

คริส แพร็ตต์ อดีตชายไร้บ้านและนักระบำเปลือย ผู้กลายมาเป็นนักแสดงยักษ์ใหญ่

Home / Bioscope focus / คริส แพร็ตต์ อดีตชายไร้บ้านและนักระบำเปลือย ผู้กลายมาเป็นนักแสดงยักษ์ใหญ่

อย่าเพิ่งทำหน้าสงสัยว่า คนไร้บ้าน นักระบำเปลือยกาย เกี่ยวข้องอะไรกับ คริส แพร็ตต์ นักแสดงหนุ่มเจ้าของคารมคมคายจาก Guardians of the Galaxy (2014, เจมส์ กันน์) และครูฝึกไดโนเสาร์ Jurassic World (2015, โคลิน เทร์วอร์โรว)

นั่นเพราะย้อนกลับไปเมื่อราวสิบกว่าปีก่อน นักแสดงเจ้าของรายได้หลายสิบล้านเหรียญฯ ต่อปี แพร็ตต์เรียนจบการแสดงจากไฮสคูลปี 1997 และแม้จะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้ แต่แพร็ตต์ก็ลาออกตั้งแต่ยังไม่พ้นเทอมแรก และพยายามทำงานหลากหลายเพื่อดำรงชีพโดยไม่พึ่งพาพ่อผู้เป็นนักออกแบบบ้านและแม่ที่ทำงานในซูเปอร์มาร์เก็ต แพร็ตต์จึงดาหน้ารับงานทุกอย่าง ตั้งแต่เป็นพนักงานขายไปจนเป็นนักระบำเปลือย

“เมื่อก่อนผมเปลือยบ่อยเลยแหละ แล้วก็ชอบด้วย” เขาระลึกความหลังอย่างสุขใจ “ผมรู้สึกสบายที่ได้เปลือยก็เลยคิดว่า ถ้าจะเปลือยทั้งทีก็ต้องได้เงินสิวะ!”

นั่นรวมถึงการเข้าร่วมงานวันเกิดคุณยายของเพื่อนสนิท เซอร์ไพรซ์หญิงชราด้วยการเต้นเปลือยกายกลางงานด้วย “ไม่รู้ยังไงอะ แต่พวกเขาจ่ายค่าตัวผมมา 40 เหรียญฯ (หัวเราะ) คือผมไม่ได้ไปถึงขั้นแบบ Magic Mike (2012, สตีเวน โซเดอร์เบิร์ก -เล่าถึงชีวิตแสงสีของนักเต้นระบำเปลือย) อะไรแบบนั้นหรอกนะ แต่ผมเคยทำแบบนั้นครั้งเดียวและเคยไปออดิชั่นงานนี้ในคลับด้วย แต่ไม่ได้ ผมว่าผมไม่ได้เป็นนักเต้นที่ดีเท่าไหร่ร๊อก”

และเพื่อจะใช้ชีวิตให้ได้ แพร็ตต์จึงต้องทำงานสารพัดและไม่เกี่ยง ช่วงปลายยุค 90 นั้นแทบจะกล่าวได้ว่า หากคุณเห็นเด็กหนุ่มร่างสูงเก้งก้างผมหยักศก ทำงานใช้แรงงานอะไรสักอย่างทั้งขนของ ขาย เสิร์ฟ ฯลฯ ก็เป็นไปได้ว่าคุณอาจจะเพิ่งเจอคริส แพร็ตต์สมัยยังเป็นละอ่อนน้อยมาหมาดๆ “ผมรับจ้างล้างรถ วาดฝาผนัง ช่วยงานพ่อ ทำงานในโรงงานชานเมือง เป็นบริกร ทำงานในบาร์ รวมถึงเลี้ยงเด็กแล้วก็ตัดหญ้าด้วยนะ เก็บลูกแบล็คเบอร์รี่มาขาย คือตอนยังเด็กผมเป็นพวกกล้าได้กล้าเสียมาก และพยายามทำอะไรก็ได้เพื่อหาเงินอยู่เสมอเลย”

ความกล้าเสี่ยงที่ว่านั้นรวมถึงการย้ายไปอยู่ฮาวายเพียงลำพังเมื่ออายุ 19 ปีด้วย หลังเพื่อนคนหนึ่งเสนอขายตั๋วไปฮาวายแบบเที่ยวเดียวกลับ และหลังจากซื้อตั๋วนั้นมา แพร็ตต์ก็พบว่าตัวเองโดดเดี่้ยวอยู่กลางเมืองแห่งใหม่ ไม่มีบ้าน แถมเงินจะซื้อตั๋วกลับไปก็ไม่มี เขาจึงต้องอยู่ในรถตู้ริมหาดขณะทำงานรับจ้างเล็กๆ น้อยๆ หาเงินเลี้ยงชีพ “แต่เกาะเมาวี (เกาะหนึ่งในฮาวาย) มันเป็นเกาะที่เหมาะสำหรับการเป็นคนไร้บ้านมากเลยนะ” เขาว่า ทั้งเสริมว่านั่นเป็นหนึ่งในช่วงชีวิตที่เขาชอบมากที่สุดด้วย “เราเมาหัวทิ่มทุกวัน ปุ๊นด้วย ทำงานเล็กๆ น้อยๆ สักสัปดาห์ละ 15-20 ชั่วโมงได้ละมั้ง แค่หาเงินให้พอค่าแก๊สเติมรถ อาหารกะอุปกรณ์ยังชีพต่างๆ แหม ช่างเป็นช่วงเวลาที่ดีจริง” เขาว่า

และระหว่างที่ใช้ชีวิตเมาเละไปเรื่อยๆ นั้น เขาดันไปเจอ แร ดาวน์ ชุง คนทำหนังสาวที่บังเอิญผ่านมาแถวที่แพร็ตต์พักผ่อนอยู่พอดี “ผมดิ่งเข้าไปหาเธอและถามว่า ‘เอ๊ะๆ คุณเล่นหนังนี่ ใช่ปะครับ’ คือผมน่ะอยากแสดงหนังมาตลอดแหละ แล้วเธอก็บอกผมว่า ‘หน้าตาดีนี่เรา แสดงหนังเป็นมั้ย’ ผมนี่แบบ บ้าน่ะ! ‘แสดงเป็นดิครับ หาหนังให้ผมเล่นเร็ว!'” และนั่นคือที่มาของการปรากฏตัวใน Cursed Part 3 (2000) หนังสั้นความยาว 25 นาทีของชุงที่แพร็ตต์รับบทเป็น เดวอน หนุ่มหล่อมาดร็อคของเรื่อง และแม้ว่าแพร็ตต์จะลงความเห็นว่าหนังห่วยแตกจนไม่ได้ออกฉายอย่างเป็นทางการ หากแต่เป็นคือประตูบานแรกของการเดินทางสู่โลกการแสดง เมื่อชุงพาเขาเข้ามาในลอสแองเจลิส เมืองแห่งการแสดง หากแต่ในระยะแรก หนทางของแพร็ตต์ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบนัก เขาต้องผันตัวจากการเป็นคนไร้บ้านมาดิ้นรนในเมืองใหญ่ที่ค่าครองชีพสูงลิบลิ่วด้วยการทำงานเป็นพนักงานในร้านอาหารไปพลางเพื่อเลี้ยงชีพไปพลาง (รายได้ราว 30 เหรียญฯ ต่อวัน) รอผลแคสติ้งจากหนังหลายๆ เรื่องไปพลาง “มันเป็นภัตตาคารที่ห่วยแตกมากๆ และคิดว่าผมนี่แหละที่ทำให้มันห่วยได้ขนาดนั้น” เขาหัวเราะ “แล้วก็พยายามเก็บเงินด้วย เลยต้องกินอาหารเหลือๆ ของลูกค้าคนอื่นๆ น่ะ”

แต่แพร็ตต์ก็สร้างชื่อได้ในไม่กี่ปีต่อมา เมื่อเขาได้ร่วมแสดงในบทเล็กๆ จาก Everwood ซีรีส์ดราม่าออกฉายทางโทรทัศน์ และซีรีส์ The O.C. กับการปรากฏตัวในภาพยนตร์หลายๆ เรื่องในบทเล็กๆ รวมถึงใน Wanted (2008, ทิมอร์ เบ็คเมมเบอร์ตอฟ) ที่เขารับบทเป็นพนักงานออฟฟิศร่างอ้วนฉุผู้ถูกคีย์บอร์ดฟาดหน้าหัน ก่อนจะมาโผล่ใน Zero Dark Thirty (2012, แคธริน บิเกโลว) อย่างน่าประทับใจด้วยการรีดน้ำหนักลงไปมหาศาลในการรับบทเป็นนายทหาร เช่นเดียวกันกับในอีกสองปีต่อมาเมื่อเขาเป็น สตาร์ลอร์ด ยอดมนุษย์ผู้หลงใหลในเสียงเพลง หนังทำเงินไปทั้งสิ้น 773 ล้านเหรียญฯ และส่งให้แพร็ตต์เป็นนักแสดงเบอร์ใหญ่ของฮอลลีวูดทันที และตอกย้ำความสำเร็จกับ Jurassic World ที่ทำเงินไปได้กว่าพันล้านเหรียญฯ ซึ่งทั้ง Guardians และ Jurassic World กำลังจะมีภาคต่อเป็นภาคสามด้วยกันทั้งคู่ แน่นอนว่าโดยมีแพร็ตต์เป็นนักแสดงนำ

หากมองย้อนไปยังต้นกำเนิดของวัยรุ่นจอมห่ามที่ทำทุกทางเพื่อหาเงิน คงไม่เกินเลยว่าหากเราจะนับว่าคริส แพร็ตต์ในทุกวันนี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงามแล้ว