Ari Aster Hereditary Midsommar อาริ แอสเตอร์

จาก Hereditary ถึง Midsommar เทพนิยายสยองขวัญของ อาริ แอสเตอร์

Home / Bioscope focus / จาก Hereditary ถึง Midsommar เทพนิยายสยองขวัญของ อาริ แอสเตอร์

เมื่อปีที่แล้ว อาริ แอสเตอร์ เพิ่งจะสั่นประสาทเราด้วย Hereditary (2018) ซึ่งว่าด้วยเรื่องสุดหลอนของครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวหนึ่ง ที่ความตายของคุณยายในบ้านกลายเป็นต้นกำเนิดความลี้ลับที่ลูกหลานต้องเผชิญหน้า มันเข้าชิงหนังยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังนานาชาติโตรอนโตและเทศกาลหนังนานาชาติซีแอตเทิล ทำเงินถล่มทลายไปทั้งสิ้น 80 ล้านเหรียญฯ จากทุนสร้างเพียง 9 ล้าน ที่สำคัญคือมันได้แจ้งเกิดให้แอสเตอร์กลายเป็นคนทำหนังสยองขวัญใจคอภาพยนตร์คนล่าสุด ทั้งที่นี่เป็นหนังยาวเรื่องแรกในชีวิตการกำกับของเขาด้วยซ้ำไป

และปีนี้ แอสเตอร์กลับมาพร้อมกับความสยดสยองอันสว่างไสว (!!) ฉีกทุกกรอบของหนังสยองขวัญที่มักจะพาคนดูไปเผชิญเหตุการณ์สะพรึงท่ามกลางความมืดและสงัดเงียบ โดยเขาเล่าถึงครอบครัวหนึ่งที่ออกเดินทางไปเที่ยวในสแกนดิเนเวีย ระหว่างเทศกาลฤดูร้อนของสวีเดนใน Midsommar (2019) ที่กวาดคะแนนยอดเยี่ยมหลังออกฉายในเทศกาลหนังนานาชาติหลากหลายแห่ง

 

 

“เอาจริงๆ นะ ผมไม่เคยนิยามตัวเองว่าเป็นคนทำหนังสยองขวัญหรืออะไรหรอก” แอสเตอร์ว่า ตัวเขาเป็นอดีตเด็กเนิร์ดธรรมดา ที่วันหนึ่งตามแม่ไปดูหนัง Dick Tracy (1990, วอร์เรน เบ็ตตี) ในโรงภาพยนตร์ และกลายเป็นว่า เจ้าหนังธริลเลอร์ขึ้นหิ้งเรื่องนี้ได้จุดประกายของการทำหนัง ความสั่นประสาท และความหลอนลี้ลับในใจของเจ้าหนูชาวนิวยอร์คในทันที “มันมีฉากที่ผู้ชายคนนึงยืนถือปืนขณะที่ผนังข้างหลังลุกเป็นไฟ ผมสติแตก แหกปากลั่น เอาแต่กระโดดขึ้นๆ ลงๆ เบาะนั่งของตัวเอง จากนั้นวิ่งเตลิดไปอีกหกบล็อกในนิวยอร์ค ข้ามถนนและเกือบจะถูกรถชนเข้าให้แล้ว แม่ผมต้องวิ่งไล่กวดตามผม -เด็กชายวัยสี่ขวบ- ที่กำลังสติแตกสุดขีดกลางเมืองใหญ่”

หากเปรียบกับฉากในหนังสยองขวัญ แอสเตอร์วัยเด็กคงไม่แคล้วโดนมนตราบางอย่างสิงสู่ เพราะมันได้เป็นจุดกำเนิดความบ้าระห่ำและความหลงใหลที่เขามีต่อภาพยนตร์เฮอร์เรอร์-ธริลเลอร์อย่างเต็มตัว หลังจากนั้นไม่นาน แอสเตอร์ก็พบว่าเขาหมกตัวอยู่ในร้านเช่าวิดีโอ สิงอยู่ตรงแถบหนังสยองขวัญอยู่เนิ่นนาน และเพื่อจะถ่ายทอดความคลั่งไคล้ที่มีต่อภาพยนตร์เฮอร์เรอร์ -แทนที่จะหัดถ่ายหนังด้วยกล้อง Super-8 แบบคนทำหนังคนอื่นๆ- แอสเตอร์ก็เลือกจะเขียนบทแทน เขาหัดเขียนบทหนังมานับแต่นั้นจนเข้ามหาวิทยาลัยที่สถาบันภาพยนตร์อเมริกัน เพื่อจะพบว่าบางที ชีวิตแบบคนเขียนบทก็ไม่ได้สวยงามเท่าไหร่แฮะ “ชีวิตแบบคนเขียนบทนี่มันเจ็บปวดพอทนสำหรับผมเลยนะ” เขาว่า “คุณควบคุมหนังที่คุณเขียนไม่ได้ แถมยังต้องมอบหนังที่ตัวเองเขียนไปให้คนอื่นกำกับอีกต่างหาก 

“นั่นแหละ ผมถึงตระหนักว่า จริงๆ แล้วผมก็อยากเป็นผู้กำกับกับเขาเหมือนกันนะ!”

และจากสถาบันภาพยนตร์อเมริกันนี่เอง ที่แอสเตอร์ได้พบกับ ปาเวล โปกอร์เซลสกี ผู้กำกับภาพที่กอดคอร่วมกันทำ Hereditary เรื่อยมาจนถึงหนังลำดับที่สองของแอสเตอร์อย่าง Midsommar “เราเจอกันครั้งแรกที่สถาบันภาพยนตร์อเมริกันนี่แหละครับ ตอนนั้นผมยังเด็กมาก อายุสัก 21 ได้” แอสเตอร์เล่า “ตอนนั้นเราอยู่ในห้องโถงใหญ่ๆ ผมดื่มกาแฟไปเป็นลิตรๆ ได้และดีดสุดขีด เที่ยวเขย่ามือทักทายทุกคนไปทั่ว ‘ไง ผมอารินะ คุณชอบหนังเหมือนกันใช่ปะ’ ปาเวลที่มองเห็นผมจากอีกฟากของห้องเลยพยายามหลบเลี่ยงไม่สบตากะผม (หัวเราะ) แต่นั่นแหละครับวันแรกที่เราเจอกัน จากนั้นเราก็แลกเปลี่ยนกันเรื่องภาพยนตร์ คือการได้มาเรียนที่นี่น่ะมันเยี่ยมไปเลย แต่การได้รู้จักปาเวลมันเป็นอีกขั้นจริงๆ”

โดย Midsommar ยังคงทีมงานเบื้องหลังหลักๆ เป็นคนเดิม เพราะนอกจากจะกำกับภาพโดยโปกอร์เซลสกี เขียนบทและกำกับโดยแอสเตอร์เองแล้ว มันยังได้รับการจัดจำหน่ายโดยค่าย A24 เจ้าเก่าเจ้าเดิม “ปกติแล้ว หนังสยองขวัญจะเขย่าประสาทคนดูตอนพวกเขาอยู่ในโรงหนัง จากนั้นก็ปล่อยพวกเขากลับบ้านไปมีชีวิตตามปกติ… แต่มันยังมีหนังสยองขวัญอีกประเภทนึง ที่ข่มขวัญคนดูด้วยความความหวาดกลัวจากเบื้องลึกของพวกเขา และปั่นประสาทพวกเขาให้สติแตกไปอีกขั้น ซึ่งหนังแบบประเภทหนังนี่แหละที่ผมอยากดูและอยากกำกับล่ะ!” แอสเตอร์ว่า “Midsommar คือแบบนั้น มันว่าด้วยเรื่องแบบที่เวลาตัวละครคู่รักออกไปท่องเที่ยวที่ไหนสักทริปหนึ่ง ส่วนหนึ่งแล้วก็เพื่อเป็นการกอบกู้ประคับประคองความสัมพันธ์ของพวกเขาไว้ ซึ่งเป็นเรื่องพิลึกสุดๆ ถ้าคุณพยายามทำตอนที่ความสัมพันธ์กำลังสั่นคลอน พอกันกับการพยายามมีลูกเพื่อรักษาชีวิตคู่ไว้นั่นแหละ แล้วมันก็ไม่ใช่อะไรอื่นเลยนอกจากการเปิดทางไปสู่ความหายนะเหนือจริงของชีวิตคู่

“Midsommar มันไม่มีอะไรเกี่ยวกับคิงเพม่อนแล้ว แต่ขอบอกว่าหนังเรื่องนี้มีบางอย่างที่สอดคล้องกับ Hereditary นะครับ แม้ว่าผมจะไม่เห็นความเชื่อมโยงนี้เลยจนกระทั่งอยู่ในกองถ่ายแล้วก็ตาม ซึ่งมันก็คือใจความของหนังทั้งเรื่องนั่นแหละ แต่แค่มันไม่ได้มีอะไรเกี่ยวกับลัทธิบูชาคิงเพม่อนแล้ว

“หนังมันสว่างไสวมากๆ เลยนะผมจะบอก” แอสเตอร์กล่าวอย่างเปี่ยมสุข “คือพอตัวละครเดินทางไปถึงหมู่บ้านแห่งนี้ พวกเขาก็ไม่เคยหลบแสงตะวันพ้นเลย หนังจะสว่างจ้าไปตลอดทั้งเรื่อง”

และถ้าให้พ่อหนุ่มผู้คลั่งไคล้หนังสยองขวัญอย่างแอสเตอร์กล่าวถึง Midsommar เขาคงอธิบายสั้นๆ แค่ว่า “คงจะพูดได้ว่า Hereditary คือหนังเฮอร์เรอร์ และคงจะพูดได้อีกเหมือนกันว่า… ไอ้เจ้าเรื่องนี้มันน่าจะเป็นเทพนิยายน่ะ แต่มันเป็นเทพนิยายร่วมสมัยของผู้ใหญ่เท่านั้นแหละ”