เขียนบทซีรีส์แบบ Game of Thrones อย่างไรให้ตรึงหัวใจคนดู (1: แปลงตัวอักษรเป็นภาพซะ!)

Home / Art of Storytelling / เขียนบทซีรีส์แบบ Game of Thrones อย่างไรให้ตรึงหัวใจคนดู (1: แปลงตัวอักษรเป็นภาพซะ!)

จะมีซีรีส์สักกี่เรื่อง ที่ฉายลากยาวต่อกันมานานเกือบทศวรรษแล้วยังมีแฟนๆ ตามติดอย่างเหนียวแน่น แม้ว่าเนื้อเรื่องของมันจะชวนให้ปวดประสาท ร่ำร้องก่นด่าอยู่หน้าจอ หรือแม้แต่พบว่าตัวละครโปรดของเราถูกสังหารอย่างเลือดเย็นกลางสนามรบ!

Game of Thrones คือซีรีส์ที่สร้างปรากฏการณ์อย่างน่าประทับใจมาตลอดระยะเวลาเกือบทศวรรษที่มันออกฉาย มหากาพย์การช่วงชิงอำนาจและบัลลังก์ในดินแดนเวสเทอรอสระหว่างอาณาจักรทั้งเจ็ด จากหญิงสาวผู้มีมังกรเป็นบุตร ชายผู้ไม่รู้จักชาติกำเนิดของตัวเอง พี่น้องฝาแฝดที่ปรารถนาจะรักษาศูนย์กลางอำนาจไว้กับตัว ฯลฯ พวกเขาล้วนแล้วแต่เป็นองค์ประกอบในการเล่าเรื่องที่ชวนให้ติดตามอย่างยิ่ง ทั้งยังทิ้งปมเขื่องคาใจให้เราต้องอดทนรออีกหนึ่งปีเต็มเพื่อเฝ้ารอฉากต่อไปของมันอีกต่างหาก จนมาถึงตอนนี้ที่เรื่องราวดำเนินมาถึงฉากสุดท้ายอย่างซีซั่นที่ 8 อันหมายถึงบทสรุปการชิงอำนาจอันเข้มข้นของเหล่าตัวละครทั้งปวง

เรื่องราวเหล่านี้จะประสบความสำเร็จไม่ได้เลยหากปราศจากตัววรรณกรรมต้นธารจากฝีมือของ จอร์จ อาร์ อาร์ มาร์ติน ก่อนจะส่งไม้ต่อให้ทีมเขียนบทซึ่งเขาร่วมอยู่ด้วย เมื่อมันถูกดัดแปลงเป็นซีรีส์ฉายทางช่อง HBO

1.

ย้อนกลับไปยังต้นศตวรรษ 90 มาร์ตินหมกมุ่นอยู่กับการเขียนบทให้ซีรีส์ที่ออกฉายทางโทรทัศน์ หากแต่เรื่องราวและตัวละครที่เขาบรรจงปั้นขึ้นมานั้นกลับถูกโปรดิวเซอร์หั่นทิ้งอย่างง่ายดายด้วยข้อจำกัดเรื่องงบประมาณและระยะเวลาการออกฉายที่สั้นเกินกว่าจะยัดตัวละครและปมต่างๆ ให้ครบ เขาจึงหวนกลับมายังอาชีพแรกเริ่มสมัยก่อนที่จะไปเขียนบทให้ซีรีส์ นั่นคือการเขียนเรื่องสั้นและวรรณกรรม ว่าด้วยเด็กชายผู้เป็นพยานเห็นคนถูกตัดหัวและต้องออกตามหาไดร์วูล์ฟ หมาป่ายักษ์ซึ่งอาศัยอยู่ในหิมะ…

“ตัวผมเคยทำงานอยู่ในฮอลลีวูดมาสัก 10 ปีได้ ราวๆ ช่วงปลายยุค 80 ถึงยุค 90” มาร์ตินว่า “และอะไรก็ตามที่เป็นความคิดแรกๆ ของผมถูกปัดตกเพราะอลังการเกินบ้าง แพงเกินไปบ้าง ตัวผมงี้เกลียดการถูกหั่นทิ้งแบบนี้มากและบอกทีมงานว่า ‘กูเบื่อเต็มทีละโว้ย กูจะไปเขียนอะไรที่มันอลังการเท่าที่อยาก อะไรที่มันต้องถ่อไปแคสต์นักแสดงสักพันคน อะไรที่มันมีปราสาทใหญ่ๆ การต่อสู้ แล้วก็มังกรด้วย!’”

นั่นเองคือต้นธารของหนังสือชุด A Song of Ice and Fire ที่ประกอบไปด้วยเรื่องขนาดยาวและแบ่งออกเป็นหนังสือเจ็ดเล่มใหญ่ (ตีพิมพ์แล้วห้าเล่ม) มันประสบความสำเร็จอย่างมหาศาลในหมู่นักอ่าน นับจากหนังสือเล่มแรก A Game of Thrones ตีพิมพ์ในปี 1996 ก่อนที่อีกสี่เล่มที่เหลือจะทยอยพิมพ์ออกมาตามลำดับในอีกหลายปีให้หลัง

เรื่องราวอันเข้มข้นในดินแดนเวสเทอรอสมาถึงจุดเฟื่องฟูในปี 2006 เมื่อ เดวิด เบนิออฟ โปรดิวเซอร์และนักเขียนบทมือฉกาจตัดสินใจติดต่อมาร์ตินเพื่อซื้อลิขสิทธิ์งานเขียนมาสร้างเป็นซีรีส์ หลังอ่านหนังสือสี่เล่มแรกจบรวดเดียวใน 38 ชั่วโมง (!!) และหลังจากขับเคี่ยวกับมาร์ตินอยู่สี่ชั่วโมงเต็ม เบนิออฟกับ ดี บี ไวส์ส มือเขียนบทคู่บุญก็ซื้อใจมาร์ตินได้ด้วยการตอบคำถามที่ว่า “ใครคือแม่ของ จอห์น สโนว์ (ตัวละครหลักในเรื่อง รับบทโดย คิต แฮร์ริงตัน)” บวกกับทัศนคติของเบนิออฟที่ยืนกรานหัวเด็ดตีนขาดว่า หนังสือชุด A Song of Ice and Fire “ไม่มีทางเป็นหนังยาวได้เด็ดขาด” ด้วยความยาวและเรื่องราวมหากาพย์ของมัน ซึ่งตรงใจมาร์ตินผู้เคยเฮิร์ตมาแล้วสมัยยังหนุ่มเมื่อต้องถูกโปรดิวเซอร์รายการทีวีตัดตัวละครที่เขาเขียนทิ้งเพราะรุ่มร่ามเกินไปกับรายการ

เมื่อแน่ใจแล้วว่า เบนิออฟจะรักษาทิศทาง ตัวละครและเจตนารมณ์ของเขาให้เป็นเช่นในหนังสือ มาร์ตินก็ไฟเขียวให้เรื่องราวดุเดือดเหล่านี้ ไปโลดแล่นอยู่ในโลกจอเงินทันที!

 

2.

ทั้งเบนิออฟและไวส์สลงมือเขียนบท Game of Thrones เอพิโซดแรก -Winter Is Coming- ในทันที กำกับโดย ทิม ฟาน แพ็ตเท็น (Sex and the City, Black Mirror) อย่างไรก็ตาม อาจจะถือได้ว่าเป็นดาบสองคมเมื่อทั้งเบนิออฟและไวส์สต่างยังไม่เคยเขียนบทซีรีส์มาก่อนเลย มันจึงมีกลิ่นอายความสดใหม่เจืออยู่เป็นองค์ประกอบหลัก เบนิออฟเคยเขียนบทให้ Troy (2004, วูล์ฟกัง ปีเตอร์เซ็น) และ X-Men Origins: Wolverine (2009, เกวิน ฮูด) ขณะที่ไวส์สนั้นเป็นคนเขียนบทมือใหม่ถอดด้ามที่เบนิออฟชักชวนให้มาทำงานด้วยกันเป็นเรื่องแรก

“ตอนอ่านหนังสือ เราต่างมองภาพตัวละครได้ชัดมาก และเริ่มจะเห็นใจชะตากรรมที่พวกเขาต้องเจอทั้งที่ก็อยากรู้ด้วยว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับตัวละครพวกนี้ต่อกันแน่ แต่ก็กลัวอีกเหมือนกันว่าจะเกิดเรื่องน่าสยองขึ้นกับพวกเขาเพราะจอร์จเขาช่างใจร้ายกับตัวละครที่เขาสร้างมาก ซึ่งไอ้การฆ่าตัวละครหน้าตาเฉยนี่ก็เป็นหนึ่งในคุณสมบัติขึ้นชื่อของเขาล่ะนะ” เบนิออฟอธิบาย “แต่มันทำให้เราประสาทเสียในฐานะนักอ่าน และผมว่าถ้ามันเป็นซีรีส์ก็คงส่งผลแบบเดียวกัน เพราะตัวละครทุกตัวมีโอกาสเสี่ยงหัวจะหลุดจากบ่าเท่าๆ กันหมด มันเลยเป็นสิ่งที่ทำให้ซีรีส์ตึงเครียด เปี่ยมความหวัง และสานให้คนดูอยากดูต่อไปเรื่อยๆ ในอีกสัปดาห์ด้วย”

เช่นเดียวกันกับซีรีส์ แอนิเมชั่นหรือภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ที่ดัดแปลงมาจากงานเขียน ทั้งเบนิออฟและไวส์สพบว่ามีบางแง่มุมที่เมื่ออยู่ในหนังสือแล้ว ‘ทำงาน’ แต่เมื่อมันมาอยู่บนโลกซีรีส์แล้วกลับ ‘ไม่เล่าเรื่อง’ นั่นทำให้พวกเขาต้องรวมตัวกันปรึกษากับมาร์ติน -ผู้ที่ครั้งหนึ่งก็เป็นมือเขียนบทรายการโทรทัศน์- อย่างเคร่งเครียด “ในหนังสือของจอร์จ มันมีหลายบทหลายตอนเลยที่เล่าเรื่องโดยอธิบายความคิดและจิตใจของตัวละครตรงๆ และนั่นแหละที่เป็นจุดอ่อนของซีรีส์ที่สร้างจากหนังสือล่ะ” เบนิออฟอธิบาย “นั่นคือเราไม่สามารถอธิบายความคิดของตัวละครได้โดยง่าย เว้นเสียแต่ว่าจะใช้เสียงบรรยายเล่าไปเรื่อยๆ ซึ่งมันน่าเบื่อเอามากๆ”

เราขอยกตัวอย่างฉากการปรากฏตัวของ โรเบิร์ต บาราเธียน และตระกูลแลนนิสเตอร์ในวินเทอร์เฟล ตามหนังสือนั้น เรื่องราวทั้งหมดถูกบอกเล่าผ่านสายตาของ จอน สโนว์ โดยเขาคิดว่าบาราเธียนนั้นห่างไกลจากการเป็นกษัตริย์ยิ่งกว่าใครทั้งสิ้น “จอนเห็นแต่เพียงชายอ้วน ไว้หนวดเคราปกคลุมใบหน้าแดงก่ำ เหงื่อแตกซึมผ่านชุดไหม และก้าวเดินราวกับคนติดเหล้า” ก่อนที่จอนจะหันไปมอง “เซอร์เจมี แลนนิสเตอร์ น้องชายฝาแฝดของราชินีเซอร์ซี เขามีรูปร่างสูงและเรือนผมสีทอง กับดวงตาสีเขียวเป็นประกายและรอยยิ้มคมกริบ […] จอนพบว่าละสายตาจากเขาได้ยากยิ่ง กษัตริย์ควรจะมีรูปร่างหน้าตาแบบนี้สิ, เขาคิดเช่นนั้นตอนที่เจมีผ่านไป”

หากแต่ในบท มันถูกปรับเปลี่ยนขนานใหญ่ โดยการปรากฏตัวของคณะเดินทางจากแดนใต้นั้นถูกมองผ่านสายตาของเด็กผู้อยากรู้อยากเห็นอย่าง อาร์ยาและแบรน สตาร์คซึ่งเป็นลูกของเน็ด ทั้งความอ่อนแอทางร่างกายของโรเบิร์ตยังถูกขับเน้นผ่านความงุ่มง่ามเมื่อเขาต้องลงจากหลังม้า ที่ทุลักทุเลเสียจนต้องมีนายทหารเอาไม้มารองเพื่อให้โรเบิร์ตหยั่งขาถึง ก่อนที่กล้องจะจับไปยังการปรากฏตัวของเซอร์ซีและเจมี ซึ่งถอดหมวกเกราะออกจากศีรษะอย่างสง่างาม และดึงสายตาของเหล่าเด็กๆ สกุลสตาร์คไว้จนสิ้น

ในบทเขียนไว้ดังนี้:

จอน (ภายหลังเปลี่ยนเป็นบทของอาร์ยา)

นั่นเจมี แลนนิสเตอร์ เดอะ คิงสเลเยอร์

แบรนละสายตาจากชายหนุ่มผู้นั้นไม่ได้เลย เขาเคยได้ยินเรื่องราวของอีกฝ่ายมาแล้ว

 

3.

“จอร์จพูดอยู่เสมอว่าโลกมีนักเขียนอยู่สองประเภท คือแบบคนทำสวนและแบบสถาปนิก แบบสถาปนิกนั้นจะเขียนงานที่มีโครงสร้างแข็งแรงและจริงจังมากๆ พวกเขารู้ว่าเรื่องจะเดินทางไปยังไงและจบแบบไหน ก่อนจะเขียนรายละเอียดต่างๆ ลงในโครงสร้างเหล่านั้น

“แต่นักเขียนแบบคนทำสวนจะไม่ใช่ พวกเขาจะเพาะเมล็ด ปล่อยให้มันเติบโตงอกงาม เขาคือคนเพาะปลูกที่อนุญาตให้เรื่องราวเกิดขึ้นได้ตามความต้องการของตัวเอง และงานเขียนของจอร์จเป็นแบบนั้น… แต่สำหรับเรา เราไม่มีตัวเลือกแบบเขาหรอก ในฐานะคนเขียนบทซีรีส์และโปรดิวเซอร์ คุณต้องเป็นแบบสปานิก ไม่มีทางปล่อยให้เรื่องราวไหลไปได้เรื่อยๆ อย่างแน่นอน” เบนิออฟว่า ดังนั้น ถูกฉาก การกระทำและบทสนทนาในซีรีส์จึงเปี่ยมความหมายของตัวมันเองในแต่ละฉาก ไม่ว่าจะเพื่อบอกสถานการณ์ บอกวิธีคิดหรืออัตลักษณ์ของตัวละครนั้นๆ

ฉากสำคัญที่กลายเป็นชนวนสงครามและความโกลาหลทั้งมวลในซีรีส์ คือฉากที่แบรนปีนหอคอยขึ้นไปพบฝาแฝดแลนนิสเตอร์กำลังร่วมรักกัน ด้วยความตื่นตะลึง เขาชะงักงันจนสองแฝดหันมาเห็น ในหนังสือนั้นเรื่องราวทั้งหมดถ่ายทอดจากมุมสายตาของแบรนดังนี้ ‘ในที่สุด เขาก็ร่วงลงมา ชั่วพริบตาที่เวียนหัวนั้นเขาเห็นขอบหน้าต่างผ่านสายตาไป แบรนเอื้อมมือคว้ามันไว้ พลาด เขาคว้าอีกด้วยมืออีกข้างหนึ่ง ร่างเขาหมุนคว้างและฟาดตัวหอคอย ทั้งหมดนี้ทำเขาใจหาย ห้อยต่องแต่งอยู่ด้วยมือข้างเดียว

ใบหน้าหนึ่งปรากฏบนหน้าต่างเหนือเขา

ราชินี และแบรนเพิ่งตระหนักได้ว่าผู้ชายข้างๆ หล่อนคือใคร ทั้งสองดูเหมือนกันราวกับเงาสะท้อนของกระจก

ในหนังสือบรรยายว่า แบรนตะเกียกตะกายกลับขึ้นมาบนหอคอยได้เพราะ ‘แบรนคว้าแขนชายหนุ่มคนนั้นไว้ ชายหนุ่มดึงร่างเขาขึ้นมาวางบนขอบหน้าต่าง “นั่นเจ้าทำอะไร” เสียงหญิงสาวร้อง

ชายหนุ่มเพิกเฉยเธอ เขาแข็งแรงมาก และจับแบรนยืนขึ้นตรงๆ “อายุเท่าไหร่ เจ้าหนู”

“เจ็ดขวบ” แบรนบอก ตัวสั่นด้วยความโล่งอก นิ้วของเขากำชายเสื้อชายหนุ่มไว้แน่น เขาปล่อยมือ ชายหนุ่มมองตรงไปยังหญิงสาว “ข้าทำเพื่อรักนะ” เขาตอบด้วยความเกลียดชัง ผลักแบรนออกไป

แบรนกรีดร้อง ร่วงหล่นจากหน้าต่างลงสู่อากาศว่างเปล่า ไม่มีอะไรให้ยึดจับ ร่างปะทะกับลานกว้างด้านล่าง

 

แต่ในซีรีส์นั้น คนทำหนังไม่อาจถ่ายทอดความคิด ความตระหนกและความกลัวของแบรนผ่านทางคำพูดได้ กล้องจึงจับไปยังสีหน้าตกใจสุดขีดของเขาเท่านั้น ก่อนจะเป็นเสี้ยววินาทีที่เขาผวาออกจากหน้าต่างขณะที่เจมีรุดไปหา คว้าแบรนไว้ได้ทันก่อนที่เขาจะหนีไป

กล้องรับหน้าแบรนและตัดกลับไปยังลานหินด้านล่างซึ่งมีหมาป่าไดร์วูล์ฟประจำตัวของแบรนเฝ้ารออยู่ คนดูจึงมองเห็นความสูงที่แบรนต้องเผชิญ และความหวาดหวั่นเมื่อเจมีย่างกรายเข้าใกล้

ในบทเขียนไว้ดังนี้:

 

เซอร์ซี

เขาเห็นเราแล้ว

 

ขณะที่ราชินีดูลนลาน เจมีกลับดูขบขัน เขามองเด็กชายผู้หวาดกลัวพร้อมรอยยิ้มเล็กๆ

นิ้วของแบรนเริ่มลื่น เขากำผนังไว้ด้วยมืออีกข้าง จิกเล็บเข้าไปในหินอันแข็งกระด้าง เจมีมองลงไป

 

เจมี

จับมือข้าไว้สิ

 

แบรนคว้าแขนเจมีไว้ด้วยกำลังทั้งหมดที่มี เจมีดึงเขาขึ้นมาวางบนหอคอยโดยไม่ต้องออกแรงสักนิด และจับเขายืนอยู่บนขอบบานหน้าต่างนั้น

 

เซอร์ซี

เจ้าจะทำอะไร

 

เจมี

(ไม่สนใจหล่อน)

เจ้าอายุเท่าไร เจ้าหนู

 

แบรน

แปดขวบ

 

ด้วยรู้สึกว่าตัวเองปลอดภัยแล้ว แบรนตัวสั่นเพราะตระหนักได้ว่าเมื่อครู่เขาเฉียดใกล้ความตายแค่ไหน เขาปล่อยแขนเจมี

เจมีมองหน้าพี่สาวฝาแฝด น้ำเสียงของเขาเจือความเกลียดชัง

 

เจมี

ข้าทำเพื่อรักนะ

 

เขาผลักแบรนทิ้ง เด็กชายหงายหลังลงจากหน้าต่าง กรีดร้อง ทหารยามรีบรุดมาดูเขา

 

สิ่งที่คนดูรับรู้ได้ในฉากนี้คือ 1.) ความหวาดกลัวของแบรน 2.) ความเลือดเย็นของเจมี สิ่งสำคัญที่แตกต่างไปจากเวอร์ชั่นวรรณกรรมคือมันถ่ายทอดความรู้สึกของตัวละครทั้งสามอย่างหมดจด แทนที่จะมองจากมุมของแบรนเพียงอย่างเดียว ทั้งยังขับความซับซ้อนของตัวละครเจมีอย่างหมดจดด้วยการพูดคำว่า “รัก” ด้วยน้ำเสียงที่แสดงความ “เกลียดชัง” ก่อนจะออกแรงผลักร่างของเด็กชาย

4.

สิ่งสำคัญในการเขียนบท GOT คือการสร้างเงื่อนไขและปมอันจะนำไปสู่การติดตามและการคลี่คลายในซีซั่นข้างหน้า แต่กว่าจะถึงตอนนั้น คนเขียนบทต้องผูกปมแบบไหน จึงจะสมเหตุสมผลและคนดูยังอยากติดตาม

ปมหลักๆ ที่เบนิออฟและไวส์สทิ้งไว้มีดังนี้

  1. เงื่อนไขการขึ้นดำรงตำแหน่งราชาทั้งเจ็ดอาณาจักรบนบัลลังก์เหล็ก
  2. ความขัดแย้งระหว่างกษัตริย์โรเบิร์ตกับเมียรักอย่างเซอร์ซี
  3. การคานอำนาจของแดนใต้และแดนเหนือ
  4. ‘สิ่งลึกลับ’ ที่อยู่นอกเหนือกำแพง

และ 5. ‘ทาร์แกเรียน’ ที่หาทางทวงคืนบัลลังก์อยู่ในอีกแผ่นดินหนึ่ง

หลายคนจะค่อยๆ เอาใจช่วยความซื่อตรงแบบสตาร์ค, สถานะต่ำต้อยของเดเนอริส ไปจนถึงเกลียดชังตัวละครที่ดูเอาแต่กอบโกยผลประโยชน์และซับซ้อนอย่างแลนนิสเตอร์ และซีรีส์ก็ได้ตลบหลังคนดูอย่างเด็ดขาด ด้วยการให้ตัวละครแสนดีอย่างสตาร์คตายโดยน้ำมือของเหล่าแลนนิสเตอร์ อันเป็นการกำหนด ‘ธีม’ หลักของเรื่องอย่างชัดเจน ว่าในจักรวาลของ Game of Thrones นี้ คนที่คว้าชัยได้อาจไม่ได้เป็น ‘พ่อพระ’ เสมอไป

และนั่นเองที่ทำให้พวกเราทั้งหลายติดซีรีส์เรื่องนี้กันจนถอนตัวไม่ขึ้น!