Baran bo Odar DARK Jantje Friese Netfilx ซีรีส์ ดาร์ค เขียนบท เน็ตฟลิกซ์

โครงข่ายและความเป็นไปได้อันสลับซับซ้อน ศึกษาการเขียนบทซีรีส์ชวนพิศวงของ DARK

Home / Art of Storytelling / โครงข่ายและความเป็นไปได้อันสลับซับซ้อน ศึกษาการเขียนบทซีรีส์ชวนพิศวงของ DARK

นาทีนี้ ยังจะมีซีรีส์อะไรที่ลากเส้นขั้วความสัมพันธ์และเรื่องราวได้สลับซับซ้อนไปได้ยิ่งกว่า Dark ซีรีส์สัญชาติเยอรมันเรื่องแรกของเน็ตฟลิกซ์ โดยหลังจากที่มันออกฉายซีซั่นแรกเมื่อปี 2017 Dark ก็กวาดคำนิยมถล่มทลายจนเน็ตฟลิกซ์ปล่อยซีซั่นที่สองตามมาในปี 2019 นี้

แม้ว่ามองจากภายนอกแล้ว Dark จะคล้ายคลึงกับซีรีส์เรื่องอื่นๆ จำนวนมาก คือมันว่าด้วยกลุ่มเด็กหนุ่มสาวในเมืองเล็กๆ ที่ต้องเผชิญหน้ากับความลึกลับอันอธิบายไม่ได้ หากแต่ที่ทำให้โดดเด่นมากกว่านั้นคือการที่เส้นเรื่องของมันคาบเกี่ยวทั้งความสับสนด้านเวลาและความสัมพันธ์ ลำพังซีรีส์สักเรื่องที่มีเส้นเรื่องว่าด้วยความสัมพันธ์ของตัวละครก็ท้าทายทีมเขียนบทมากแล้ว แต่ Dark ขยับไปอีกขั้นหนึ่งด้วยการใช้เส้นเรื่องอีกเส้นว่าด้วย “เวลา” ที่คมคายและน่าติดตาม

Dark ว่าด้วยเรื่องราวลึกลับที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านวินเดน หมู่บ้านเล็กๆ ของเยอรมนีที่มีถ้ำปิดตายอยู่ในป่าและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เป็นเสมือนแหล่งว่าจ้างงานหลักของชาวเมือง โยนาส คาห์นวัลด์ (หลุยส์ ฮอฟมันน์) เด็กหนุ่มธรรมดาๆ ที่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายมาโดยตลอด เขาแทบไม่มีจุดเด่นอะไรในชีวิต เพื่อนสนิทอย่าง บาร์ตอสซ์ ทีเดอมันน์ (พอล ลักซ์) ก็โดดเด่นกว่าทั้งยังมาจากครอบครัวที่ร่ำรวยกว่าเพราะทำธุรกิจโรงไฟฟ้า แถมความสัมพันธ์ก็ยุ่งเหยิงเมื่อโยนาสเผลอใจไปกับ มาร์ธา นีลเซ็น (ลีซา วิคาริ) เด็กสาวร่วมชั้นเรียนที่เป็นคนรักของบาร์ตอสซ์ และถ้านั่นยังไม่หนักหนามากพอ ฮันนาห์ (มายา ชูเนอร์) แม่ของโยนาสยังไปลักลอบเป็นชู้กับ อุลริช นีลเซ็น (โอลิเวอร์ มาซักซี) พ่อแท้ๆ ของมาร์ธา แถมโลกทั้งใบของโยนาสก็ถล่มทลายเมื่อวันหนึ่ง เขากลับมาพบว่า มิคาเอล คาห์นวัลด์ (เซบาสเชียน รูดอล์ฟห์) พ่อของเขาผูกคอตายอยู่ในบ้าน และทิ้งจดหมายบางอย่างไว้ที่ห้ามไม่ให้เขาเปิดอ่านจนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม

แน่นอนว่ามองจากเส้นเรื่องส่วนนี้ Dark ก็อาจไม่ต่างอะไรไปจากซีรีส์เรื่องอื่นๆ ที่เล่นเรื่องความสัมพันธ์ซับซ้อนของตัวละครเท่านั้น หากแต่ความกล้าหาญจนแทบจะไปถึงขั้นเซอร์สุดขีดของซีรีส์ -ดังที่เราเกริ่นไปแล้วก่อนหน้า- คือการที่มันใช้ ‘เวลา’ มาเป็นหนึ่งในการดำเนินเรื่องหลัก แบบไม่แยแสสักนิดว่าจะทำให้เส้นเรื่องสับสนหรือยุ่งเหยิงมากสักเพียงไหน เพราะความสับสนและยุ่งเหยิงนั้นนั่นแหละคือสิ่งที่ทีมผู้สร้างต้องการ!

จดหมายของมิคาเอลที่เขาทิ้งไว้หลังผูกคอตายนั้นเองที่เป็นจุดกำเนิดวังวนทั้งหมด เมื่อโยนาสออกตามสืบเหตุผลที่พ่อของเขาผูกคอตาย ตลอดจนเรื่องลึกลับที่เกิดขึ้นในหมู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นนกที่พร้อมใจกันตายขณะที่บินค้างอยู่ หรือใครสักคนที่หายลับไปไม่กลับมา เขาและผองเพื่อนที่ต้องหิ้วเอาน้องสาวน้องชายมาด้วยเพราะไม่มีคนอยู่ดูแล จึงออกตามสืบเรื่องนี้ด้วยการเดินเข้าไปยังป่า ไปสู่ถ้ำลึกลับแห่งนั้น ฝ่ากฎห้ามเข้าอย่างเด็ดขาดเพื่อจะพบว่าหลังจากนั้น ชีวิตของพวกเขาจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เมื่อในถ้ำคือหนทางย้อนไปสู่อดีตใน 33 ปีที่แล้ว และสู่อนาคตในอีก 33 ปีต่อมา

การณ์กลับเลวร้ายลง เมื่อเด็กชายมิเกล (ดาน เลนนาร์ด ลีเบรนซ์) ลูกชายคนเล็กของอุลริชและน้องชายของมาร์ธา หายตัวไประหว่างทาง โยนาสซึ่งเป็นผู้เห็นมิเกลเป็นคนสุดท้ายจึงตัดสินใจออกตามหาเด็กชาย และหลุดเข้าไปในห้วงเวลาอันซับซ้อนเพราะมิเกลหลุดไปอยู่ในอดีตเมื่อ 33 ปีก่อน และเติบโตขึ้นมากลายเป็นผู้ใหญ่ในยุคสมัยของโยนาส เปลี่ยนชื่อเป็นมิคาเอล… ผู้เป็นพ่อของโยนาสในเวลาต่อมานั่นเอง

นี่เป็นเพียงความสัมพันธ์เดียวและเส้นเวลาเดียวที่เรายกตัวอย่าง เพราะถัดจากนี้ ตัวละครทุกตัวล้วนขมวดเส้นปมอื่นๆ อย่างต่อเนื่องซึ่งมันจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากการวางโครงเรื่องอันแยบยลของ บาราน โบ โอดาร์ และ กานต์เกอ ฟรีเซอร์ คู่หูคนทำหนังที่กอดคอกันเขียนบทและกำกับมาตลอดทุกตอน โดยโอดาร์สร้างชื่อจาก The Silence (2010) หนังธริลเลอร์ที่ส่งโอดาร์คว้ารางวัลคนทำหนังน่าจับตาในเทศกาลหนังนานาชาติปาล์มสปริงส์ โดยมันฉายแววสิ่งที่โอดาร์สนใจมาตั้งแต่เวลานั้น นั่นคือกลิ่นอายของธริลเลอร์และความลึกลับของเวลา เมื่อหนังเล่าถึงเด็กหญิงคนหนึ่งที่พบว่าจักรยานที่หายไปของเธอถูกพบตรงสถานที่ฆาตกรรมลึกลับเมื่อ 23 ปีก่อน และมันยังเป็นหนังที่ทำให้ฟรีเซอร์ -ผู้เรียนจบจากมหาวิทยาลัยภาพยนตร์แห่งมิวนิก- ได้เข้ามาโปรดิวซ์เป็นเรื่องแรก และคบหากันกับโอเดอร์ ร่วมกันทำหนังมาตั้งแต่ตอนนั้น

สี่ปีต่อมา ทั้งสองร่วมกันสร้าง Who Am I (2014) หนังธริลเลอร์ที่ว่าด้วยแฮ็คเกอร์หนุ่มผู้ดิ้นรนอยากมีตัวตนในสายตาคนอื่นๆ และได้กลายเป็นผลงานที่เน็ตฟลิกซ์เยอรมนีประทับใจมากจนติดต่อให้โอดาร์และฟรีเซอร์สร้างซีรีส์สักเรื่องที่มีกลิ่นอายใกล้เคียงกับหนังที่ทั้งคู่ชอบ นั่นคือความดำมืด ลึกลับ และเกิดขึ้นในเยอรมนี

“เรารับข้อเสนอของเน็ตฟลิกซ์แล้วกลับมาดูที่ออฟฟิศว่า เราเหลือไอเดียอะไรที่ยังอยากทำไว้บ้างนะ” ฟรีเซอร์เล่า “แล้วก็พบว่าเราทำซีรีส์ธริลเลอร์ ลึกลับมาเยอะมาก แล้วก็เหมือนๆ กันไปหมดซึ่งมันน่าเบื่อพอควร เราเลยคิดว่า เอาล่ะ เราต้องการอะไรใหม่ๆ ต้องมีองค์ประกอบอะไรใหม่ๆ ในซีรีส์ที่เราจะทำแล้วล่ะ แล้วพอดีกับตอนนั้นเราขลุกอยู่กับหนังที่ว่าด้วยการเดินทางข้ามเวลาด้วย ทุกอย่างมันเลยเหมือนอยู่ตรงหน้าเราแล้ว”

Dark

Dark จึงเป็นซีรีส์ที่ทะเยอทะยานสุดขีดของทั้งสอง และมันแลกมาด้วยการระดมคิดเรื่องราวกันหัวแทบแตก กับแผ่นกระดาษร่างโครงเรื่องจำนวนมหาศาล แถมยุ่งยากเสียจนแม้แต่ฟรีเซอร์เองยังออกปากว่า ขั้นตอนการเขียนบทนั้น “ค่อนข้างจะอธิบายยากอยู่นะคะ

“การเขียนบทซีรีส์เรื่องนี้มันเหมือนเรามองฝ่าหมอกหนาๆ ไป บางครั้งภาพก็ชัด บางครั้งก็ไม่ แต่เรารู้แล้วล่ะว่าอะไรมันอยู่ตรงไหนในหมอกนั้น แต่ระหว่างกระบวนการเขียนบทมันก็มีการพัฒนาและโยนไอเดียเสมอ เราแบ่งบทออกเป็นสองก้อนใหญ่ๆ ก้อนแรกคือโครงสร้างหลักของเรื่องที่ยึดไว้ตลอดเวลา เต็มไปด้วยรายละเอียดและข้อมูลเน้นๆ ที่ศึกษาค้นคว้ามาแล้ว กับอีกก้อนคือปล่อยไว้ให้ซีรีส์มันได้บ้าบอ (หัวเราะ) ดูว่าอะไรจะเกิดขึ้นกลางเรื่องบ้าง

“เราเริ่มจากคาแร็กเตอร์ตัวละครก่อน แล้วค่อยๆ ลากเส้นต่อยอดเป็นแผนที่ในแต่ละตอนๆ” ฟรีเซอร์อธิบาย “แค่ต้องยึดรากไว้ให้มั่น รู้ว่ามันจะต่อกันทางไหนได้ ความสัมพันธ์ของตัวละครเป็นแบบไหน อุปสรรคคืออะไร ความดราม่าของพวกเขาอยู่ที่ไหนกัน”

“ทุกอย่างมันถูกวางแผนมาหมดแล้ว แต่ระหว่างการเขียนบทเราก็ไม่ได้ปิดกั้นไอเดียใหม่ๆ ที่ทำให้เราประหลาดใจหรอกค่ะ บางครั้งเวลาที่เรามุ่งมั่นยึดโครงเรื่องมากเกินไป คุณจะมองไม่เห็นแล้วว่าอะไรเป็นอะไร ซึ่งมันทำให้งานออกมาไม่สร้างสรรค์เท่าที่ควร”

สิ่งที่ทั้งคู่ทำคือการเล่าเรื่องผ่านตัวละครที่ไม่รู้อะไรเลยแต่กลับเข้าไปพัวพันเป็นศูนย์กลางทุกเรื่องอย่างโยนาส เมื่อวัยรุ่น -ในชุดเสื้อคลุมเหลืองสด- เขาไม่ประสาและออกเดินทางข้ามเวลาอย่างงุนงง ขณะที่ในวัยผู้ใหญ่ (อันเดรอาส เพ็ตชมันน์) เขากลับเป็นหนึ่งในหัวขบวนของเรื่องราวแทบทั้งหมด “โยนาสเป็นตัวละครที่แทนสายตาของคนดูเพราะเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมันเล่าผ่านตัวเขาหมดครับ” โอดาร์ว่า “การเดินเรื่องจึงต้องใกล้ชิดกับเขาอย่างมาก แต่ก็มีสลับไปยังตัวละครอื่นบ้างเวลาเส้นเรื่องมันเปลี่ยน เหมือนสร้างโลกขึ้นมาอีกใบที่มีเด็กๆ หลายคนอยู่บนนั้น คุณอาจจะชอบคนหนึ่งมากกว่าอีกคนก็ได้

“ตัวละครอย่าง เฮลเกอ ด็อปเปอร์ (ปรากฏตัวทั้งสามช่วงเวลา) เทียบกันกับอุลริช ก็คงเห็นได้ชัดว่าทั้งสองเป็นตัวละครที่เผชิญโศกนาฏกรรมมาอย่างหนักหนา” โอดาร์อธิบาย เพราะเฮลเกอร์คือหนึ่งในเหยื่อที่ถูกอุลริช -ซึ่งย้อนเวลาไป- ทำร้ายจนบุคลิกเปลี่ยน ฟากอุลริชเองเฝ้าตามหามิเกล ลูกชายคนเล็กที่หลุดหายไปในห้วงเวลาซับซ้อน “คนหนึ่งย้อนเวลากลับไปเพื่อช่วยลูกชายและหยุดคนที่ทำผิดไม่ให้ลงมือ แต่ลงเอยด้วยการกลายเป็นผู้กระทำผิดเสียเอง ดังนั้น เรื่องราวจึงตีกลับไปสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง แบบที่เราถามว่าไข่หรือไก่ที่เกิดก่อนกัน นั่นแหละครับประเด็นของเรื่อง”

นี่คือหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญที่โอดาร์และฟรีเซอร์วางไว้ นั่นคือพวกขเาหมายจะอุดรูโหว่ที่เกิดขึ้นจากการกระทำของตัวละคร -ไม่ว่าจะเพื่อเป้าหมายใดหรือเพื่อชดเชย แก้แค้นให้ใคร- เหตุการณ์ล้วนยังต้องเกิดและไม่อาจเปลี่ยนผ่าน คนดูและตัวละครตอบไม่ได้ว่าไข่หรือไก่ที่เกิดก่อนกัน หากแต่แน่ชัดว่ามี ‘สิ่งหนึ่ง’ ที่เกิดขึ้นมาแล้ว

Dark Season 1

“มันมีบ้างแหละค่ะที่เราคิดว่า ‘ถ้าเป็นเมื่อสักสองสัปดาห์ก่อนแบบนี้มันอาจโอเคก็ได้นะ แต่พอเป็นตอนนี้ ไอ้อีกแบบมันเจ๋งกว่าเยอะเลย’ แล้วเปลี่ยนบทกันตรงนั้นสดๆ สิ่งที่น่าสนใจที่เกิดขึ้นในห้องทีมเขียนบทคือการรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง” ฟรีเซอร์สาธยาย “พวกเราเปลี่ยนแปลงอะไรตรงไหน ทุกร่างที่คุณเขียน ทุกจุดที่คุณเปลี่ยน ดังนั้นเราจึงต้องกลับมาตรวจรายละเอียดในทุกๆ รอบเสมอ ทบทวนตัวเองว่ามันจำเป็นต้องเปลี่ยนตรงนี้จริงๆ ไหม ตอนนี้อะไรกันแน่ที่นำเรื่องราวอยู่ และถึงจุดนึง เราก็จะเริ่มสับสนแล้วว่าร่างไหนเป็นร่างไหน คุณเขียนอะไรลงไปบ้าง ดังนั้น การทบทวนรายละเอียด อ่านมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า และวางผังเหตุการณ์ลงในแผนที่ เขียนข้อความเตือนความจำลงในโพสต์-อิตใบใหม่ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเลยค่ะ

“สิ่งสำคัญคืออนุญาตให้ตัวเองได้ประหลาดใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในกระบวนการนี้นั่นเองค่ะ” เธอว่า “เพราะถ้าคุณคิดทุกอย่างไว้หมดแล้ว มันจะออกมาน่าเบื่ออย่างแน่นอน เพราะงั้น มันจะมีช่วงจังหวะที่รู้สึกว่า โอเค เดี๋ยวเราจะเดินไปทางนี้แหละ แต่แล้วเราก็บอกตัวเองว่า ไม่ล่ะ! เลี้ยวมาอีกทางดีกว่า”