Andrea Arnold Big Little Lies HBO Jean-Marc Vallée Laura Dern Meryl Streep Nicole Kidman Reese Witherspoon Shailene Woodley

เล่าดราม่าครอบครัวให้ ‘บีบหัวใจ’ สไตล์มินิซีรีส์ Big Little Lies

Home / Art of Storytelling / เล่าดราม่าครอบครัวให้ ‘บีบหัวใจ’ สไตล์มินิซีรีส์ Big Little Lies

คงมีซีรีส์อยู่ไม่กี่เรื่องเท่านั้นที่ไม่เพียงทำให้ผู้ชมประทับใจได้ในซีซั่นแรก หากแต่ยังสามารถสานต่อความเข้มข้นของเรื่องเล่ามาได้จนถึงซีซั่นถัดๆ มา และยิ่งเป็นซีรีส์ที่ไม่ได้ตั้งใจจะสร้างภาคต่อตั้งแต่แรกด้วยแล้ว ก็ยิ่งเป็นไปได้ยากเหลือเกิน

ทว่า Big Little Lies มินิซีรีส์จากช่อง HBO -ที่ดัดแปลงจากนิยายเรื่องเยี่ยมว่าด้วยดราม่าภายในครอบครัว เหตุฆาตกรรม และ ‘ความลับ’ ของแม่ๆ ในเมืองชายทะเลเล็กๆ- กลับสามารถบรรลุความสำเร็จนั้นได้อย่างน่าชื่นชม เพราะนอกจากซีซั่นแรกเมื่อปี 2017 จะกวาดคำชมและรางวัลมาอย่างถล่มทลาย (คว้า 8 รางวัลเอ็มมี่จากการเข้าชิงถึง 16 รางวัล!) ซีซั่นสองที่เพิ่งออกอากาศตามมาในปีนี้ก็ยังได้รับกระแสตอบรับที่ดีไม่ต่างกัน โดยเฉพาะลีลาการเล่าเรื่องอัน ‘บีบหัวใจ’ ที่น่าจะเป็นหนึ่งในกุญแจดอกสำคัญของมินิซีรีส์ชุดนี้ ถัดจากฝีมือการแสดงขั้นเทพของก๊วนนักแสดงหญิงชื่อดัง

มาดูกันว่าผู้สร้างและผู้เขียนบทรุ่นเก๋าอย่าง เดวิด อี เคลลีย์ มีวิธีการอย่างไรในการดัดแปลงตัวนิยายในซีซั่นแรก ต่อยอดมาเป็นซีซั่นสองที่ไม่เคยคิดว่าจะสร้าง และจัดวางจังหวะของหลากดราม่าครอบครัวในเรื่องได้อย่างน่าติดตามเช่นนี้

หมายเหตุ : บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของมินิซีรีส์ทั้งสองซีซั่น

ดัดแปลงนิยายเป็นซีซั่นแรกให้ปัง

Big Little Lies ดัดแปลงจากนิยายชื่อเดียวกันเมื่อปี 2014 ของ ลีแอน มอริอาร์ตี ที่เล่าถึงคุณแม่ 3 คนในเมืองสมมติแถบชายทะเลของออสเตรเลีย ได้แก่ เจน คุณแม่ที่เพิ่งย้ายเข้ามาใหม่พร้อมลูกชายสุดน่ารัก, แมเดอลีน คุณแม่ผู้โผงผางที่เธอได้สนิทสนมด้วยระหว่างนั้น และ เซเลสต์ คุณแม่ลูกแฝด-เพื่อนของแมเดอลีนที่เจนได้รู้ในภายหลังว่าเธอถูกสามีทำร้ายร่างกายอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งความสัมพันธ์และความลับระหว่างกันได้นำพวกเธอไปสู่การฆาตกรรมโดยอุบัติเหตุที่ไม่มีใครนึกฝันว่ามันจะเกิดขึ้น

ในฉบับมินิซีรีส์ เคลลีย์ยังคงโครงสร้างของพล็อตและแก่นเรื่องที่ว่าด้วยความรุนแรงในครอบครัวของนิยาย แล้วปรับแปลงรายละเอียดของเรื่องราวบางส่วนเพื่อสร้างความเข้มข้นในแบบซีรีส์ โดยขยับขยายไปเล่าถึงคุณแม่ 5 คนที่ต่างมีปัญหาชีวิตและกุมความลับบางอย่างเอาไว้ ก่อนที่เหตุฆาตกรรมจะเกิดขึ้นในเมืองชายทะเลอย่างมอนเทอรี รัฐแคลิฟอร์เนีย ทั้ง เซเลสต์ (นิโคล คิดแมน) แม่ลูกแฝดที่ถูกสามีใช้ความรุนแรงทั้งทางร่างกายและจิตใจ, แมเดอลีน (รีส วิเธอร์สปูน) แม่ที่แม้จะเลือกชีวิตครอบครัวตามแบบแผนแต่กลับรู้สึกเหมือนมีบางอย่างในชีวิตที่ขาดหาย, เรนาตา (ลอรา เดิร์น) แม่ผู้มั่งคั่งที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อความสุขราวภาพฝันของครอบครัว (ซึ่งเป็นตัวละครที่ถูกปรับให้มีบทบาทมากขึ้นจากฉบับนิยาย), บอนนี (โซอี คราวิตซ์) แม่ที่เป็นภรรยาใหม่ของสามีเก่าแมเดอลีน-ซึ่งดูจะสนิทกับลูกสาวของแมเดอลีนเป็นพิเศษ และ เจน (เชลีน วูดลีย์) หญิงสาวที่ต้องกลายเป็นแม่…เพราะถูกข่มขืน

โดยผู้หญิงเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวพันกับเหตุฆาตกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เพียงแต่ผู้ชมจะยังไม่รู้ว่าใครในพวกเธอที่จะต้องตกเป็นเหยื่อ พยาน หรือแม้แต่ตัวฆาตกรเอง (กล่าวคือไม่บอกให้รู้แม้กระทั่งว่าใครถูกฆาตกรรม) ซึ่งการเล่าเรื่องด้วยการเปิดเผยข้อมูลไปทีละนิดและคลี่ปมความขัดแย้งระหว่างตัวละครไปพร้อมๆ กันตลอดทั้งซีซั่นนี่เอง ที่ช่วยบรรยากาศอันเกินจะคาดเดาและไม่น่าไว้วางใจให้เกิดแก่ผู้ชมไปได้ตลอด เพราะทุกตัวละครสามารถถูกพลิกกลับมาให้มีสถานะเป็น ‘ผู้ต้องสงสัย’ ในสายตาผู้ชมได้เสมอ แม้ว่าตัวละครตัวนั้นจะน่าเห็นใจและทำให้เรารู้สึกผูกพันด้วยมากแค่ไหนก็ตาม – ผ่านฝีมือการกำกับอันละเอียดลออของ ฌ็อง-มาร์ก วัลเล (Dallas Buyers Club, Wild)

“เมื่อคุณต้องเล่าเรื่องของแม่ๆ กับลูกๆ วัยอนุบาล มันคงฟังดูเหมือนซีรีส์เล็กๆ ที่คุณอาจคิดว่า ‘บ้าน่า ใครมันจะไปอยากดูกัน?’ ใช่ไหมล่ะคะ” คิดแมน-นักแสดงสาวผู้เป็นหนึ่งในเอ็กเซ็กคิวทีฟโปรดิวเซอร์ร่วมกับวิเธอร์สปูน-กล่าว “แต่ฉันชอบที่จะผสมผสานประเด็นปัญหากับความบันเทิงเข้าด้วยกัน ซึ่งตอนที่ เจน แคมเปียน (ผู้กำกับหญิงเจ้าของปาล์มทองจาก The Piano ที่เคยกำกับคิดแมนในซีรีส์ Top of the Lake) มาบอกกับเราหลังจากได้ดูว่า ‘มันเหมือนกาแฟลาต์เต้นะ เพราะมันมีฟองนุ่มละมุนอยู่ด้านบน ขณะที่ด้านล่างกลับทั้งขมและเข้มข้น’ ฉันเลยคิดว่า ‘มันใช่มากๆ เลยแหละ, เจน’”

สานต่อเป็นซีซั่นสองให้ยิ่งทรงพลัง

ไม่เพียงการได้ตัวแม่อย่าง เมอรีล สตรีป มาร่วมเสริมทัพนักแสดงให้ยิ่งแข็งแกร่งเท่านั้น (เธอรับบท แมรี หลุยส์ แม่สามีของเซเลสต์ที่ตามมาดูแลหลานๆ หลังการเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำของลูกชาย) แต่เรื่องราวชีวิตของแก๊งคุณแม่ทั้งห้าก็ยังเข้มข้นขึ้นไปอีกชนิดที่ไม่มีใครคาดคิด โดยในซีซั่นสอง ผู้เขียนนิยายต้นฉบับอย่างมอริอาร์ตีถึงกับลงทุนเขียนขึ้นมานิยายสั้นอันเป็นภาคต่อขึ้นมาใหม่-เล่าถึงเหตุการณ์ต่อจากตอนจบของซีซั่นแรกเมื่อเรารู้ว่าผู้ตายคือสามีของเซเลสต์และสาวๆ ทั้งห้าต้องช่วยกันเก็บงำความลับว่าหนึ่งในกลุ่มของพวกเธอเป็นคนผลักเขาตกบันไดโดยไม่ตั้งใจ-เพื่อใช้เป็นโครงร่างสำหรับบทของซีซั่นนี้โดยเฉพาะ และยังได้ แอนเดรีย อาร์โนลด์ ผู้กำกับหญิงมือดีที่ถนัดเล่าเรื่องผู้หญิงจาก Fish Tank (2009) และ American Honey (2016) มากุมบังเหียนแทนวัลเล-ที่ยังคงเป็นเอ็กเซ็กคิวทีฟโปรดิวเซอร์-อีกด้วย

การเลือกใช้งานภาพที่ดู ‘ลึกลับ’ หรือ ‘คลุมเครือ’ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือเล่าเรื่องชิ้นสำคัญที่มีมาตั้งแต่ซีซั่นแรก ก็ดูจะยังคงถูกใช้ให้เป็นประโยชน์อยู่บ้างในซีซั่นนี้ เพราะในห้วงเวลาที่ผู้เล่าต้องการสร้างความไม่ไว้วางใจให้เกิดแก่ผู้ชม ภาพที่ถูกนำเสนอมักเต็มไปด้วยแสง เงา ภาพสะท้อน หรือแม้แต่มุมมองที่หลอกตา/บดบัง จนทำให้เราอาจมองเห็นได้ชัดถนัดนัก และไม่อาจแน่ใจได้ในแวบแรกว่า ‘ใครกำลังทำอะไรที่ไหน-อย่างไรกันแน่?’ อาทิ ฉากฆาตกรรมอันจะเกิดขึ้นในอนาคต-ซึ่งโผล่มาเป็นพักๆ ในซีซั่นแรก-ที่หลีกเลี่ยงให้เราเห็นภาพเหตุการณ์ชัดๆ แต่จะเห็นแค่เพียงบางส่วนเสี้ยวของเหตุการณ์หรือปฏิกิริยาของผู้คนแวดล้อมหลังเกิดอุบัติเหตุเท่านั้น (เช่น ตำรวจที่จ้องมองอย่างสงสัย หรือชาวเมืองที่ซุบซิบกันอย่างมีเลศนัย) รวมถึงการใช้ภาพคลื่นลมทะเลในลักษณาการต่างๆ ตั้งแต่งดงามไปจนถึงน่ากลัว ที่ช่วยสะท้อนถึงสภาวะภายในอันหลากหลายของบรรดาตัวละครทั้งสองซีซั่น – ซึ่งทั้งหมดนั้นก็นำมาซึ่งอารมณ์เปราะบาง (ไปกับชะตากรรมของตัวละคร) บีบคั้น (ไปกับเหตุการณ์ตรงหน้าหรือการค้นหาความจริง) หรือน่าหวาดหวั่น (ไปกับสิ่งร้ายๆ ที่กลัวว่าจะเกิดกับตัวละคร) ของผู้ชมได้อยู่หมัด

หัวใจคือดราม่าที่ตั้งคำถามกับเส้นศีลธรรมของผู้ชม

ความโดดเด่นที่ปฏิเสธไม่ได้ในการเล่าเรื่องของ Big Little Lies ทั้งสองซีซั่นน่าจะอยู่ที่การจัดวางจังหวะของเรื่องราวดราม่าภายในครอบครัวทั้งห้าให้ออกมาบีบคั้นหัวใจผู้ชมนี่เอง โดยเคลลีย์ดึงเอาปัญหาความขัดแย้งด้าน ‘ความสัมพันธ์’ ในชีวิตประจำวัน-ที่แม้จะดูเป็นเรื่องธรรมดาทั่วไป แต่มันก็ดู ‘จริง’ ผู้ชมสามารถเชื่อมโยงด้วยได้-มาบอกเล่าผ่านมุมมองของห้าตัวละครหลัก ตั้งแต่การทะเลาะกันด้วยปัญหาเล็กจิ๋วอย่างความขุ่นเคืองในวงสนทนาไปจนถึงปัญหาใหญ่โตอย่างความรุนแรงในครัวเรือน ยิ่งเมื่อความสัมพันธ์นั้นถูกวางไว้บนความพยายามในการปกปิดความลับต่างๆ -ทั้งส่วนตัวและส่วนรวม- ของทั้งห้าตัวละครด้วยแล้ว เรื่องเล่ากดดันของมินิซีรีส์จึงยิ่งเข้มข้นตามไปด้วย

โดยเฉพาะเซเลสต์ที่แม้จะถูกสามีผู้มีอารมณ์รุนแรงทำร้าย แต่ก็ไม่คิดที่จะทิ้งเขาไป เพราะในอีกด้านหนึ่งเขาก็เป็นทั้งพ่อที่น่ารักและสามีที่รักเธออย่างจริงใจ ก่อนที่อะไรๆ จะเลวร้ายลงจนเธอรับไม่ไหวอีกต่อไปในซีซั่นแรก (แต่ก็ดูเหมือนจะถวิลหาเซ็กซ์อันเร่าร้อนป่าเถื่อนของสามีเสียเองในซีซั่นถัดมา) หรือแม้แต่บอนนี-ผู้เป็นคนผลักสามีเซเลสต์จนถึงแก่ความตาย-ที่กำลังสับสนกับตัวเองว่าจะปกปิดความลับร่วมกับสาวๆ ต่อไปหรือยอมสารภาพผิดกับตำรวจดีในซีซั่นสอง (ซึ่งในนิยายต้นฉบับที่กลายมาเป็นซีซั่นแรกนั้น บอนนีเลือกที่จะสารภาพผิดในตอนจบไปแล้วเรียบร้อย) – จนผู้ชมเองก็ยังอดตั้งคำถามกับตัวเองไม่ได้ว่าจะ ‘เห็นใจ’ หรือ ‘กล่าวโทษ’ ตัวละครที่เราผูกโยงด้วยดี?

และด้วยความที่เคลลีย์เป็นอดีตทนายความ ทั้งยังเคยเขียนบทซีรีส์ที่มีฉากขึ้นโรงขึ้นศาลสุดเข้มข้นอย่าง Ally McBeal และ Boston Legal มาก่อน เขาจึงสามารถเล่าเรื่องการต่อสู้ผ่านกระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลได้อย่างเชี่ยวชาญไม่เป็นสองรองใคร โดยเฉพาะในช่วงท้ายๆ ของซีซั่นสองที่เซเลสต์-ผู้เสียศูนย์หลังการสูญเสียและรู้สึกไม่วางใจแม่สามี-ต้องปะทะกับแมรี หลุยส์-ผู้แคลงใจกับพฤติกรรมขึ้นๆ ลงๆ ของลูกสะใภ้-เพื่ออ้างสิทธิ์ในการเลี้ยงดูเด็กคู่แฝด ซึ่งก็ยิ่งช่วยผลักดันเรื่องราวให้เข้มข้นน่าติดตามมากขึ้นไปอีกขั้น และทำให้เรื่องเล่าดราม่าครอบครัวในซีซั่นสองทรงพลังในทิศทางที่แตกต่างจากซีซั่นแรก รวมถึงแตะประเด็นสังคมในมิติที่กว้างขวางกว่าที่เคย

เหมือนกับที่นิโคล คิดแมนเปรียบเปรยถึงรสชาติขมปร่าที่ ‘แรง’ กว่าเดิมของซีซั่นสองเอาไว้ว่า “ซีซั่นสองมันไม่ใช่แค่ลาต์เต้อีกแล้ว เพราะมันเหมือนกับดับเบิ้ลเอสเพรสโซ่มากกว่าน่ะค่ะ”