As I Lay Dying James Franco William Faulkner หนังดัดแปลง เขียนบท

As I Lay Dying : ‘เมื่อฉันนอน…กำลังตาย’ กับการ ‘กลาย’ เป็นหนังดัดแปลงในเงื้อมมือของ เจมส์ ฟรังโก

Home / Art of Storytelling / As I Lay Dying : ‘เมื่อฉันนอน…กำลังตาย’ กับการ ‘กลาย’ เป็นหนังดัดแปลงในเงื้อมมือของ เจมส์ ฟรังโก

“ผมพยายามทำความเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างในหนังสือเล่มนี้ให้ได้ มันเป็นเหมือนกับเกมปริศนา …แต่ก็เป็นเกมปริศนาที่ช่างน่าหลงใหลเสียเหลือเกิน”

เจมส์ ฟรังโก นักแสดงหนุ่มผู้เคยชิงออสการ์นักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจาก 127 Hours (2010, แดนนี บอยล์) กล่าวถึง As I Lay Dying (1930) วรรณกรรมขึ้นหิ้งแนวทดลองของนักเขียนหัวก้าวหน้าแห่งยุคอย่าง วิลเลียม โฟล์คเนอร์ ที่เขาอ่านมาตั้งแต่อายุ 15 ในช่วงไฮสคูลตามคำเชิญชวนของพ่อ จนเคยมีความฝันที่อยากเป็นนักเขียนกับเขาบ้าง กระทั่งเขาเติบใหญ่เป็นนักแสดงและผู้กำกับ เขาจึงตัดสินใจนำมันมาดัดแปลงเป็นฉบับหนังในปี 2013 ในที่สุด (ก่อนตามด้วยงานเขียนคลาสสิกอีกเล่มของโฟล์คเนอร์อย่าง The Sound and the Fury ที่ถูกเขาดัดแปลงในปี 2014)

“ผมหลงรักโฟล์คเนอร์ ผมปลื้มเขามาตั้งแต่สมัยยังเป็นวัยรุ่นโน่นแน่ะ และผมก็เคยจมดิ่งไปกับตัวละครและโลกของเขาด้วย ผมคิดว่าสไตล์การเขียนแบบทดลองและโครงสร้างการเล่านิยายอันผิดแปลกของเขา คือสิ่งที่ดึงดูดผมเข้าอย่างจัง ผมรู้แหละว่าการดัดแปลงมันคงเป็นเรื่องที่ยากมาก แต่ผมก็รู้ว่าในการดัดแปลงหนังสือของเขาครั้งนี้ ถ้าผมลองพยายามโอบรับสไตล์การเขียนและโครงสร้างเหล่านั้นไว้ มันก็อาจช่วยผลักให้ผมค้นพบวิธีทำหนังในแบบที่ผมไม่เคยสัมผัสมาก่อนก็เป็นได้”

เจมส์ ฟรังโก (ขวา) ในบท ดาร์ล บันเดรน

As I Lay Dying เป็นผลงานยุคแรกๆ และเป็นงานชิ้นโบแดงที่โฟล์คเนอร์อ้างว่า เขาเขียนมันขึ้นมาในปี 1929 ระหว่างช่วงเวลาเที่ยงคืนถึงตีสี่ของทุกวัน-ขณะยังทำงานกะดึกให้โรงไฟฟ้าของมหาวิทยาลัยมิสซิสซิปปี-ติดต่อกันเพียงแค่ 6 สัปดาห์เท่านั้น …แถมยังเขียนมันตอนที่กำลัง ‘เมากรึ่มๆ’ อีกต่างหาก! – ก่อนที่นิยายเล่มนี้จะถูกตีพิมพ์ในขวบปีถัดมา โดยนอกจากสถานะของการเป็น ‘หนึ่งในนิยายเรื่องเยี่ยมแห่งศตวรรษที่ 20’ ที่ใครๆ ต่างก็ยกย่องในความ ‘ล้ำ’ และ ‘ซับซ้อน’ ของเทคนิคการเล่าเรื่องแบบ ‘ปล่อยไหลไปตามตามใจ’ ที่เรียกว่า ‘กระแสสำนึก’ (stream of consciousness) เช่นเดียวกับ เจมส์ จอยซ์ (Ulysses) และ เวอร์จิเนีย วูล์ฟ (Mrs Dalloway) แล้ว มันยังเป็นนิยายที่ถูกมองว่า ‘ยาก’ ต่อการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ เนื่องด้วยเนื้อหาที่เล่าถึงช่วงเวลาสิบวันระหว่างการเดินทางของสมาชิกครอบครัว บันเดรน ผู้ยากไร้ที่ต้องลงจากเขาเพื่อหอบร่างไร้วิญญาณของ แอดดี -หญิงที่เป็นทั้งภรรยาของสามีและแม่ของลูกห้าคนอย่างพวกเขา- ลงมาฝังในเมืองเจฟเฟอร์สันตามคำร้องขอของเธอ …ซึ่งทั้งหมดนั้นถูกเล่าผ่านมุมมองของตัวละครรวม 15 ตัว ตลอดความยาว 59 บท!

ผมคิดอยากทำเรื่องเล่านี้ให้เป็นหนัง หลังจากได้อ่านบันทึกชีวประวัติปากเปล่าของ ฌอน เพนน์ และพบว่าครั้งหนึ่งเขาเคยอยากดัดแปลงหนังสือเล่มนี้ออกมาเป็นหนัง ผมได้เล็งเห็นว่าเขาเองก็คงคิดว่า ‘เฮ้ย มันน่าจะทำออกมาเป็นหนังได้นะ’ ได้เห็นว่าคนอื่นๆ ก็เคยหมกมุ่นกับความคิดนี้-แม้มันจะไม่เคยถูกดัดแปลงเป็นหนังตลอดช่วง 80 ปีให้หลังนับจากที่มันถูกตีพิมพ์เลยก็ตาม” ฟรังโกเล่า โดยนอกจากจะกำกับและรับบทเป็น ดาร์ล บันเดรน -ลูกชายคนที่สองที่มีบทบาทมากที่สุดในนิยาย- แล้ว ฟรังโกยังลงทุนเขียนบทดัดแปลงด้วยตัวเองเองร่วมกับ แม็ตธิว เรเจอร์ เพื่อนจากมหาวิทยาลัยเยลที่เขารู้จักขณะร่ำเรียนด้านภาษาและวรรณกรรม โดยมองว่ามันเป็นความท้าทายที่จะถ่ายทอดนิยายขึ้นหิ้งสุดโหดหินเรื่องนี้ให้ ‘กลาย’ เป็นภาพเคลื่อนไหวที่เปี่ยมเสน่ห์ไม่ต่างจากต้นฉบับ “แล้วเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ผมยังรักโฟล์คเนอร์เสมอมาก็คือ การที่เขาได้สร้างสรรค์เทศมณฑลและสถานที่สมมติต่างๆ ขึ้นมาในผลงานที่ดีที่สุดของเขาอีกหลายเล่มนี่แหละครับ พวกมันล้วนเชื่อมโยงกันผ่านสถานที่สมมติดังกล่าวที่เขาสร้าง ผมเลยปลาบปลื้มมากๆ กับการที่จะได้ก้าวเข้าไปในโลกในจินตนาการใบนี้ของเขา” (สถานที่ดังกล่าวคือ ‘ยอกนาพาทอว์ฟา’ [Yoknapatawpha] อันเป็นเทศมณฑลสมมติในรัฐมิสซิสซิปปี โดย As I Lay Dying ถือเป็นผลงานนิยายลำดับที่ 3 ที่โฟล์คเนอร์เล่าผ่านโลกสมมติแห่งนี้ – ถัดจาก Sartoris และ The Sound and the Fury ในปี 1929)

ทว่าเมื่อต้นฉบับมีเรื่องราวอยู่เพียงน้อยนิด (คือครอบครัวพาศพแม่/เมียไปฝัง) แต่กลับต้องบอกเล่าผ่านหลายมุมมองจากความคิดและเหตุการณ์ในหัวของตัวละครจำนวนมาก พวกเขาจึงเลือกใช้ ‘จุดเด่น’ ที่ว่านี้ของนิยายมาใช้ในการเล่าเรื่องในหนังเสียเลย “ตัวละครเหล่านี้ในหนังสือมีเรื่องให้เล่าเต็มไปหมดเลยครับ พวกเขาต่างมีปมดราม่าเล็กๆ เป็นของตัวเองที่จะผูกโยงไปตลอดเส้นเรื่องของการพาร่างของแม่เข้าเมือง ผมเลยคิดว่าผมจะสามารถทำหนังให้ออกมาซับซ้อนได้ไม่มากก็น้อย เพราะในแง่หนึ่ง ถึงเรื่องราวของมันจะเรียบง่ายเอามากๆ เนื่องจากมีการเดินทางและจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน แต่ระหว่างการเดินทางนั้น ผมก็น่าจะสามารถสำรวจตัวละครและจิตวิญญาณของพวกเขาในทิศทางที่ไม่ปกติธรรมดาไปพร้อมๆ กันได้ด้วย” เขาเริ่มต้นอธิบายยาวเหยียดถึงวิธีการดัดแปลง

“มันเป็นหนังสือที่แปลกแหวกแนวในแง่ของโครงสร้าง แต่ละบทถูกบอกเล่าจากมุมมองของบุคคลที่ 1 ผ่านตัวละครที่ต่างกันไป แล้วมันจะมีบทพูดเดี่ยวๆ (monologue) ในหัว ที่แสดงถึงความขุ่นข้องและมีการใช้คำศัพท์ในระดับที่สูงเกินกว่าที่ตัวละครพวกนี้จะใช้กันจริงๆ (เช่น การที่ตัวละครวัยไม่ถึงสิบขวบพูดโมโนล็อกอธิบายถึง ‘ม้า’ ด้วยคำศัพท์แบบผู้ใหญ่มีการศึกษาชั้นสูง ซึ่งตัวละครเด็กชาวบ้านอย่างเขาไม่น่าจะบรรยายขึ้นมาเองได้) บทร่ายเดี่ยวเหล่านี้เลยกลายเป็นสิ่งที่ ‘เป็นมากกว่า’ แค่เสียงภายในหัว แต่มันเกือบจะเป็นคำพูดของตัวโฟล์คเนอร์เองที่มอบคำศัพท์เหล่านี้เพื่อพูดแทนความรู้สึกของตัวละคร พวกเขาอาจไม่สามารถใช้ถ้อยคำแบบในโมโนล็อกก็จริง แต่บางทีพวกเขาอาจจะมีความรู้สึกที่ซับซ้อนเท่ากับโมโนล็อกพวกนี้ก็เป็นได้ …ซึ่งโฟล์คเนอร์ได้มอบ ‘สุ้มเสียง’ ที่ว่านี้ให้แก่พวกเขา”

ด้วยเหตุนี้ ฟรังโกจึงเลือกใช้เทคนิค ‘เสียงบรรยาย’ (voice-over) ที่ทั้งยาวและหลากหลายมาใช้ถ่ายทอด ‘เสียงภายในจิตใจ’ ที่ถูกเก็บงำไว้ของตัวละคร ซึ่งเขาอ้างอิงวิธีการนี้มาจากรายการเรียลลิตี้ทั่วไปที่มักให้ผู้เข้าแข่งขันมานั่ง ‘สารภาพ’ ความรู้สึกของตัวเองต่อหน้ากล้องนั่นเอง “เราเลยเปลี่ยนการเขียนแบบวรรณกรรมให้กลายมาเป็นโมงยามแห่งจิตวิญญาณในฉบับหนังน่ะครับ” ฟรังโกสรุป “แก่นแท้ของมันจึงคือบางสิ่งบางอย่างที่ถูกกล่าวถึงมากว่า 80 ปีแล้ว และยังคงเป็นที่พูดถึงกันอยู่ในทุกวันนี้ หรืออาจจะตลอดสองพันกว่าปีที่ผ่านมาเลยด้วยซ้ำ ซึ่งมันก็คือเรื่องของครอบครัว แรงผลักดันในการเป็นดำรงอยู่เป็นครอบครัว แต่ขณะเดียวกัน ในท่ามกลางกลุ่มคนเหล่านี้ พวกเขาแต่ละคนต่างก็ต้องทนทุกข์กับความเดียวดายและมีโศกนาฏกรรมส่วนตัวด้วยกันทั้งนั้น – ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ผมสนใจน่ะครับ เพราะมันพูดถึงสิ่งที่เราต้องเผชิญหน้าในชีวิต และมันเป็นสิ่งที่ทำให้เรา ‘เป็นมนุษย์’ มากขึ้น”

และอีกหนึ่งวิธีที่พวกเขาเลือกใช้เพื่อสื่อสารถึงมุมมองที่แตกต่าง ก็คือการ ‘แบ่งหน้าจอ’ (split screen) ให้มีมากกว่าหนึ่งจอ ขณะที่กล้องกำลังจับจ้องใบหน้าของตัวละคร “ผมใช้เวลาคิดทบทวนอยู่นาน ซึ่งในระหว่างนั้น มันก็มีหลายวิธีเลยที่ผมอยากทดลอง และการแบ่งหน้าจอก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยมันก็มาจากการใช้มุมมองอันหลากหลายที่มีต่อเรื่องเรื่องหนึ่งซึ่งปรากฏอยู่ในหนังสือนั่นแหละ แต่ผมก็ไม่อยากทำมันให้เหมือนในหนังสือเป๊ะๆ แบบที่ขึ้นบทหนึ่งก็เล่าจากตัวละครหนึ่ง แล้วพอขึ้นบทใหม่ก็เล่าอีกตัวละครหนึ่งหรอกนะ เพราะผมรู้สึกว่าถ้าเราทำอย่างนั้น มันก็คงออกมายืดยาดและทื่อมะลื่อไปหน่อย ผมอยากคงความหลากหลายของมุมมองเอาไว้ การแบ่งหน้าจอเลยเป็นวิธีการที่ช่วยได้ แม้ไม่รู้ว่ามันจะเวิร์คหรือเปล่าก็เถอะ”

นอกจากนี้ เขายังตัดตัวละครบางส่วนที่ไม่ใช่คนในตระกูลบันเดรนออกไปด้วย เพราะตัวละคร 15 ตัวในหนังสือนั้นมันเยอะเกินไป! “เราจำเป็นต้องตัดเรื่องส่วนใหญ่ของบ้าน คอรา ออกไป เราจะได้ติดตามบ้านบันเดรนไปได้โดยตลอดรอดฝั่ง มันคงมีตัวละครแค่จำนวนหนึ่งเท่านั้นที่หนังเรื่องหนึ่งจะสามารถโฟกัสได้โดยไม่หนักหน่วงจนเกินรับไหวน่ะครับ”

และแม้ว่าสุดท้าย ด้วยผลลัพธ์ที่ออกมาจะทำให้มีผู้ชมตั้งแง่รังเกียจรังงอน As I Lay Dying ฉบับภาพยนตร์ของเขาอยู่บ้าง แต่ก็ยังมีนักวิจารณ์อีกบางส่วนที่ยกย่องความ ‘ฉลาดเลือก’ ของเขาในการบอกเล่ามุมมองที่หลากหลายของตัวละครผ่านเทคนิคต่างๆ ดังที่กล่าวไป ซึ่งนั่นเป็นผลมาจากการที่ฟรังโกตั้งใจจะรักษาทั้ง ‘แก่น’ และ ‘สไตล์’ ของหนังสือเล่มนี้เอาไว้ให้ได้อารมณ์ใกล้เคียงต้นฉบับมากที่สุด “ส่วนใหญ่การดัดแปลงเป็นหนังอาจถ่ายทอดเรื่องเล่าหรือเรื่องราวของหนังสือออกมาได้ก็จริง แต่มันมักไม่สามารถใช้สไตล์หรือโครงสร้างแบบเดียวกับหนังสือดีๆ พวกนั้นได้ – นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเวลาที่ผมเลือกทำหนังจากหนังสือ ผมถึงชัดเจนกับตัวเองมากว่า การดัดแปลงแค่เรื่องมันไม่พอหรอก ยิ่งเป็นเรื่องราวเรียบง่ายแบบนี้ แต่ในเรื่องกลับเต็มไปด้วยเส้นเรื่องยิบย่อยของแต่ละตัวละครแบบนี้ ผมเลยบอกกับตัวเองว่าผมต้องหาวิธีถ่ายทอดสิ่งนี้เพื่อเติมเต็มเรื่องราวให้ได้ ไม่อย่างนั้นผมคงถือว่าตัวเองไม่ได้ดัดแปลงมันอย่างแท้จริง – ซึ่งผมคิดว่าเราทำมันได้แล้วนะ เราทำมันสำเร็จแล้ว

“การดัดแปลงหนังจากงานของนักเขียนเก่งๆ ถือเป็นประสบการณ์ที่เยี่ยมยอด เพราะคุณจะรู้สึกเหมือนว่ากำลังร่วมงานกับคนคนนั้นอยู่ อย่างที่ผมรู้สึกว่ากำลังได้สนทนาแลกเปลี่ยนกับโฟล์คเนอร์นี่แหละ เพราะแม้ว่าเขาจะจากไปแล้ว แต่เขายังมีชีวิตอยู่ในงานเขียนของตัวเองเสมอ

 

อนึ่ง นอกจากโฟล์คเนอร์จะเขียนนิยายและเรื่องสั้นแล้ว เขายังเขียนบทหนังอีกจำนวนหนึ่งด้วย โดยส่วนใหญ่เป็นการดัดแปลงจากหนังสือเช่นกัน อาทิ To Have and Have Not (1944, โฮเวิร์ด ฮอว์คส์)และ The Big Sleep (1946, ฮอว์คส์)