Alexandre Aja Daniel Radcliffe Horns Joe Hill

‘คัลต์ได้ …ร้องไห้เป็น’ : Horns กับการ ‘ผสมสูตร’ ให้ครบรสในบทหนังดัดแปลง

Home / Art of Storytelling / ‘คัลต์ได้ …ร้องไห้เป็น’ : Horns กับการ ‘ผสมสูตร’ ให้ครบรสในบทหนังดัดแปลง

แฟนตาซี, ธริลเลอร์, สยองขวัญ, ดราม่า, ก้าวข้ามวัย, ตลกเสียดสี ฯลฯ

…ไม่ว่าจะเป็นสูตรการเล่าเรื่องแบบใดที่กล่าวไปในข้างต้น เราก็จะสามารถพบเจอได้ในหนังดัดแปลงรสชาติจัดจ้านอย่าง Horns (2013) ของ อเล็กซ็องด์ร อาชา คนทำหนังผู้เป็นหัวหอกของหนังสยองขวัญฝรั่งเศสยุคใหม่ที่แจ้งเกิดมาจาก High Tension (2003), The Hills Have Eyes (2006) และ Piranha 3D (2010) ที่รวมพลังกับ คีธ บูนิน มือเขียนบทละครที่เคยเขียนซีรีส์ In Treatment มาก่อน

ด้วยความที่มันดัดแปลงจากนิยายปี 2010 ของ โจ ฮิลล์ -ลูกชายของ สตีเฟน คิง ราชานิยายสยองขวัญ- ที่เกี่ยวกับชายผู้ถูกกล่าวหาว่าข่มขืนแล้วฆ่าคนรัก แถมยังกลายร่างเป็น ‘ปีศาจ’ ขึ้นมา ซึ่งกล่าวกันว่าตัวอย่างชั้นดีของแนวทางวรรณกรรมที่เรียกว่า New Weird ในสหรัฐอเมริกาที่เน้นการไม่เดินตามสูตรสำเร็จหรือการผสมผสานแนวทางที่หลากหลายเข้าด้วยกัน เนื่องจากตัวนิยายพูดถึงการก้าวข้ามเส้นศีลธรรมของ ‘ปีศาจผู้ตัดสินผิด-ถูก’ ที่อยู่ภายในตัวของมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม, อธิบายภาพแฟนตาซีสุดอลังการแห่งมนตร์มายา, ถ่ายทอดความโรแมนติกของความสัมพันธ์ที่มีตั้งแต่งดงามจนถึงเศร้าสร้อย หรือแม้แต่นำเสนอฉากฆ่าฟันแบบโหดแหวะเลือดสาด – ซึ่งทั้งหมดถูกเล่าสลับไปมาอยู่ในเรื่องเล่าเดียวกันนี้อย่างแสนเดือดดาล!

โจ ฮิลล์ กับนิยายต้นฉบับสุดแหวก

“ปกติผมมักจะถูกถามถึงแต่เรื่องสยองๆ นะ” ฮิลล์พูดถึงงานเขียนที่มักเกี่ยวพันกับเรื่องเล่าเหนือธรรมชาติชวนขนหัวลุกของเขา-ไม่ต่างจากคิงผู้เป็นพ่อ “ซึ่งที่ตลกก็คือ หนังสือทุกเล่มที่ผมเขียนมันแอบเป็นเรื่องโรแมนติกแบบลับๆ อยู่เสมอ พวกมันล้วนเป็นเรื่องรักทั้งนั้น และผมว่า Horns ก็อาจจะเป็นมากกว่าหนังสือสองเล่มก่อนหน้านี้ด้วยซ้ำไป” …แม้ว่าจะเป็นเรื่องรักที่ว่าด้วยคู่รักหนุ่มสาวแสนดีที่ต้องพรากจากกันอย่างเจ็บปวดรวดร้าวก็ตาม เพราะ Horns เล่าถึง อิก เพอร์ริช ชายหนุ่มวัย 26 ที่ตื่นขึ้นมาพบว่า ตนตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีฆ่าแฟนสาวของตัวเอง …ไม่เพียงแค่นั้น เขายังมี ‘เขา’ ของซาตานงอกอยู่บนหัวด้วย! แต่สิ่งที่เป็นเหมือนกับเป็นคำสาปก็ก่อให้เกิดพรสวรรค์ใหม่ เมื่ออิกพบว่าตัวเองมีพลังพิเศษในการโน้มน้าวให้ทุกคนทำสิ่งที่เขาต้องการ และทำให้คนคนนั้นสารภาพบาปที่เคยทำออกมาได้ เขาจึงใช้พลังที่ได้มาใหม่นี้ในการตามล่าหาตัวคนที่ฆ่าแฟนของเขา

“ความพอใจและความสุขสมถือเป็น ‘สิ่งตายซาก’ สำหรับเรื่องเล่าครับ ไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าตัวละครที่สุขสมอีกแล้ว ตัวละครพวกนี้ไม่มีอะไรให้คุณเล่าหรอก คุณต้องกำจัดพวกเขาทิ้งไปซะ!” ฮิลล์อธิบายที่มาของการจากพรากของตัวละครในครั้งนี้-ที่นำพาทั้งความเหนือจริงและสมจริงมาให้พร้อมๆ กัน “ผมคิดว่าในเรื่องเล่าทั้งหมดของผม ผมมักพาบางตัวละครไปพบเจอกับความกดดัน ผมสร้างปัญหามากมายให้พวกเขาต้องเผชิญหน้า โดยเฉพาะในแง่ของอารมณ์ความรู้สึก ผมคิดว่ามันเป็นเพราะผมสนใจในวิถีทางที่ผู้คนใช้เพื่อข้ามผ่านสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดน่ะครับ อะไรที่ทำให้คุณผ่านมันไปได้เมื่อต้องเผชิญกับมัน ใช่ศาสนาไหม? ใช่ผู้คนในชีวิตหรือเปล่า? คุณใช้อะไรในการผ่านความทุกข์ทรมานเหล่านั้น …ซึ่งสิ่งที่ผมหวนนึกถึงตลอดก็คือ บางทีมันอาจจะช่วยคุณได้นะ หากคุณมีใครสักคนในชีวิตที่ห่วงใยคุณจริงๆ จนถึงขั้นที่สามารถพุ่งตัวเข้าไปขวางทาง ‘หมาบ้า’ เพื่อคุณได้ เป็นมือที่คอยเหนี่ยวรั้งคุณไว้ในความมืด – ผมว่านั่นก็เพียงพอแล้วที่จะพาให้คุณผ่านช่วงชีวิตอันเลวร้ายไปได้น่ะ”

ที่น่าสนใจก็คือฮิลล์ใช้วิธีเขียนนิยายโดยการเริ่มต้นนึกไอเดียแล้วเขียนไปเรื่อยๆ โดยไม่มีการวางโครงเอาไว้ล่วงหน้า “ผมไม่เชื่อในการวางโครง เกลียดเลยก็ว่าได้ (หัวเราะ) เพราะวิธีคิดของผมในการเขียนเรื่องสักเรื่องก็คือ ผมใส่ใจกับตัวละครมากกว่าอะไรทั้งหมด คุณต้องใช้เวลาเพื่อพัฒนาตัวละครให้เห็นว่าคนที่คุณกำลังเขียนถึงนั้นเป็นใคร จับตัวตนของเขาออกมาให้ได้ว่าเขาชอบอะไร เกลียดอะไร เชื่อมั่นในอะไร และอะไรที่พวกเขาจะไม่ทน คุณต้องพยายามมองเห็นเขาให้รอบด้าน ซึ่งเมื่อคุณเข้าใจตัวละครเหล่านี้ ทุกอย่างถัดจากนั้นก็คือการทดลอง คุณแค่พาเขาใส่ลงไปในสถานการณ์ต่างๆ ที่หวังว่ามันจะออกมาน่าตื่นเต้น” เขาว่า

“นั่นเลยเป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึงรู้สึกว่าการวางโครงมันเหมือนกับการ…เอ่อ…ไม่เชิงว่าโกงหรอกนะ แต่เหมือนคุณเอา ‘รถลาก’ ขึ้นมานำหน้าแทน ‘ม้า’ น่ะ มันเหมือนคุณกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้วว่าตัวละครของคุณจะโต้ตอบกับสิ่งต่างๆ แบบไหน ก่อนที่คุณจะได้ทำความรู้จักพวกเขาจริงๆ เสียอีก ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ผมไม่ชอบเลย

อเล็กซ็องด์ร อาชา + คีธ บูนิน กับบทหนังดัดแปลงที่ครบรส

หลังจากที่อาชาเสร็จสิ้นขั้นตอนโพสต์โปรดักชั่นจาก Piranha และตัวแทนของเขาส่งหนังสือมาให้อ่านเป็นตั้ง เขาก็รู้ทันทีตั้งแต่อ่านบทแรกของ Horns ว่าเขาต้องดัดแปลงมันออกมาเป็นหนังให้ได้ โดยกล่าวว่า “มันเป็นหนังสือที่มีส่วนผสมของทุกอย่างที่ผมรักมากของการเล่าเรื่อง ทั้งอารมณ์ขันร้ายๆ, ความลึกลับดำมืด, ปมดราม่า และเรื่องรักเหนือธรรมชาติ” เขาจึงติดต่อฮิลล์และพบว่าหนังสือถูกขายสิทธิ์ไปให้กับ เคธี ชูลแมน (ที่ขณะนั้นโปรดิวซ์หนังหลากแนวอย่าง Godsend, Thumbsucker รวมถึง Crash หนังรางวัลออสการ์) โดยมีชื่อของนักแสดงหนุ่ม ไชอา ลาบัฟ เข้ามาเอี่ยวด้วยในฐานะนักแสดงนำ เคราะห์ดีที่การปั้นบทของพวกเขายังไปไม่ถึงไหน และอีกไม่กี่สัปดาห์ถัดมาชูลแมนก็โทรมาแจ้งว่า ลาบัฟบอกลาโปรเจ็กต์ไปแล้ว …และเธออยากให้เขามานั่งแท่นผู้กำกับ!

“โจ (ฮิลล์) ยังเข้ามามีส่วนในการดัดแปลงด้วยอย่างมากเลยครับ เพราะมันเป็นครั้งแรกที่หนังสือของเขาจะถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นหนัง แล้วผมก็นึกไม่ออกด้วยว่าจะทำหนังเรื่องนี้ได้ยังไงโดยไม่มีเขา” อาชาเล่าถึงการเขียนบทดัดแปลงของเขา-ผ่านการเขียนของคีธ บูนิน-ที่ได้เจ้าของนิยายเข้ามาช่วยเสริมทัพในทุกขั้นตอน “ผมรู้ว่าบางครั้งนักเขียนก็มักจะรู้สึกกระอักกระอ่วนกับหนังที่ดัดแปลงจากงานของตัวเอง แต่โจเข้ามาช่วยตั้งแต่เริ่มแรกเลย แล้วเขาก็รู้ว่าผมพยายามปกป้องงานเขียนของเขาและพยายามทำให้เขาแน่ใจว่ามันจะไม่เป็นแค่หนังสยองขวัญหรือแค่หนังตลกร้ายดาดๆ เรื่องหนึ่ง หรือกระทั่งละทิ้งแฟลชแบ็คต่างๆ (ในวัยเด็กของเหล่าตัวละคร) ไปจนหมด …คุณรู้ไหมว่าผมผมอยากเก็บเกี่ยวทุกรายละเอียด-ซึ่งทำให้มันกลายเป็นนิยายที่เปี่ยมเอกลักษณ์และโคตรคัลต์-เอาไว้ให้ได้มากแค่ไหน” ซึ่งนั่นก็รวมถึงการเก็บเอาความครบรสอันเกิดจากการเปลี่ยนโทนไป-จากโรแมนติกถึงสยองขวัญ-ของนิยายเอาไว้ให้ได้ด้วย “ผมอ่านนิยาย และแทบไม่เชื่อเลยว่ามันจะมีแนวเรื่องและโทนที่ต่างกันได้มากขนาดนั้น ผมเลยอยากเอาเอกลักษณ์นี้มาขึ้นบนจอหนังให้ได้ ผมอยากทำหนังที่ไม่ต้องไปหมกมุ่นอยู่กับตระกูลหนัง (genre) เพียงแค่หนึ่งเดียว อยากทำหนังที่เล่าเรื่องและเคารพแง่มุมที่หลากหลายของตัวละครซึ่งมีความสำคัญในการผลักเรื่องไปข้างหน้าเท่าๆ กัน

ทำไมเราถึงต้องจำกัดตัวเองให้อยู่แค่ในกล่องใดกล่องหนึ่งด้วยล่ะครับ ทำไมเราถึงยอมให้การตลาดกำหนดกฎเกณฑ์ว่าหนังแนวนี้ควรจะเป็นแบบไหน ประเภทว่ามันเป็นหนังสยองขวัญ คอมิดี้ หรือดราม่าที่ถูกต้องแล้วหรือยัง? แล้วทำไมเราถึงจะเป็นหนังทุกแนวนั้นในเวลาเดียวกันไม่ได้ล่ะ? …แรกทีเดียว หลายคนบอกผมว่า ‘เราควรตัดส่วนที่มันตลกๆ ออกไหม?’, ‘หรือเราควรตัดส่วนสยองขวัญแหวะๆ ออกไป?’  ไม่ก็ ‘เราควรโฟกัสไปที่เส้นเรื่องรักอย่างเดียวเลยหรือเปล่า?’ – ทุกคนนำเสนอไอเดียว่าเรา ‘ควร’ ทำอะไร แต่ผมก็ได้ปวารณาตนไปแล้วว่าจะยึดความรู้สึกแรกๆ ในฐานะ ‘ผู้อ่าน’ หนังสือเล่มนี้ของโจ ฮิลล์เอาไว้ ผมอยากให้คนดูรู้สึกแบบเดียวกันกับตอนที่ผมได้อ่านหนังสือเล่มนี้น่ะครับ

“ดังนั้น ความท้าทายอย่างใหญ่หลวงสามข้อในการทำหนังเรื่องนี้ก็คือ ความท้าทายในการเก็บแนวทางต่างๆ ในนั้นไว้ให้ครบและทำยังไงก็ได้ไม่ให้เล่าเรื่องนี้ออกมามั่วซั่วจนรู้สึกเหมือนว่าเรากำลังกดเปลี่ยนช่องทีวีอยู่ตลอดเวลา, ความท้าทายอีกอย่างคือกรอบเวลา เพราะในเรื่องมันเต็มไปด้วยแฟลชแบ็ค (ซึ่งต้องบาลานซ์กับเส้นเรื่องปัจจุบันให้ดี) และความท้าทายอย่างที่สามก็คือ ‘เขา’ นี่แหละ เพราะในหนังสือมันถูกอธิบายไว้ว่าเป็นเหมือนแค่พร็อพในวันฮัลโลวีนที่ชี้แหลมและมีสีแดง ซึ่งด้วยความที่ผมได้มีโอกาสเติบโตมาในเมืองแถบยุโรปที่มองไปทางไหนของท้องถนนก็มีแต่ภาพแทนของพระเจ้า, นางฟ้า และปีศาจที่ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของศตวรรษที่ 19 – ผมเลยคิดว่ามันคงจะดีกว่าถ้าเราใช้ ‘เขา’ ที่เหมือนกับภาพแทนปีศาจในงานภาพวาดของ กุสตาฟ ดอเร ซึ่งมันน่าจะดูโรแมนติกกว่ามาก”

นอกจากนี้ อาชายังเผยว่าการเลือก แดเนียล แรดคลิฟฟ์ มารับบทอิก เพอร์ริชนั้น มาจากความประทับใจที่เขามีต่อความหลากหลายและลื่นไหลในการรับบทบาทต่างๆ ก่อนหน้านี้ของแรดคลิฟฟ์นี่เอง “ผมรู้เลยว่าเราต้องหาใครสักคนที่จะสามารถเชื่อมโยงกับหลากตระกูลหนังทั้งหมดในเรื่องได้ …หนังต้องการคนที่สามารถเป็นที่ชื่นชอบของผู้ชมได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีความหม่นมืดและความชั่วร้ายพวกนี้อยู่ด้วย” ซึ่งทางฝ่ายของฮิลล์ก็เห็นต้องตรงกันกับเขา ขณะที่เจ้าตัว-ที่ชื่นชอบหนังสือเล่มนี้มากเป็นทุนเดิม-ก็กล่าวถึงตัวละครของเขาว่า “เขาเป็นตัวละคร-มีเขา-ที่อนุญาตให้ผู้คนได้แสดงออกถึง ‘ความรู้สึกที่แท้จริง’ ออกมา อิกเลยเป็นหนึ่งในตัวละครปีศาจที่น่าสนใจที่สุดที่ผมเคยเห็นหรืออ่านมา ผมจึงรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้แสดงเป็นเขาน่ะครับ” (อนึ่ง เรื่องฮาก็คือใน Horns ฉบับนิยายมีการอ้างอิงถึงตัวละคร แฮร์รี พ็อตเตอร์ ที่แรดคลิฟฟ์เล่นไว้เสียด้วย!)

“ผมคิดว่า Horns เป็นหนังที่มีความเป็นส่วนตัวที่สุดเท่าที่ผมเคยทำมาเลยนะ” อาชากล่าวปิดท้าย “กับเรื่องนี้ผมรู้สึกว่าผมกำลังย้อนกลับไปยังช่วงวัย 20 ของผม กลับไปหาด้านที่หม่นมืดและโรแมนติกของตัวเองอีกครั้งในฐานะ ‘คนทำหนัง’ น่ะครับ”