Jonathan Glazer Michel Faber Scarlett Johansson Sci-Fi Under the Skin Walter Campbell นิยาย บทหนัง มนุษย์ต่างดาว หนังดัดแปลง เขียนบท

Under the Skin : เขียนบทหนังดัดแปลงให้ ‘แปลกต่าง’ …แต่ ‘เข้าถึงแก่น’ ของต้นฉบับ

Home / Art of Storytelling / Under the Skin : เขียนบทหนังดัดแปลงให้ ‘แปลกต่าง’ …แต่ ‘เข้าถึงแก่น’ ของต้นฉบับ

Under the Skin (2013) ของผู้กำกับ/เขียนบทอย่าง โจนาธาน เกลเซอร์ (Sexy Beast, Birth) ถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในหนังไซ-ไฟร่วมสมัยที่ทรงพลังอย่างแรงในยุค 2010 ด้วยเรื่องราวอันน้อยนิด แต่กลับสร้างความตื่นตะลึงและลุ้นระทึกให้ผู้ชมไปได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ผ่านงานภาพที่มีทั้งงดงาม ลึกลับ และแสนสะพรึง, โลเคชั่นอันเวิ้งว้างเปลี่ยวดายของสก็อตแลนด์, บทพูดอันน้อยนิดที่ถูกความเงียบเข้าปกคลุมเป็นส่วนใหญ่ รวมถึงการแสดงชนิด ‘แบกหนังทั้งเรื่องเอาไว้’ ของ สการ์เล็ตต์ โจฮันส์สัน ที่สร้างความพิศวงน่าติดตามให้กับตัวละครมนุษย์ต่างดาวในร่างหญิงสาวทรงเสน่ห์-ผู้เฝ้าสูบกลืนเหล่า ‘มนุษย์เพศชาย’ ในท่ามกลางความมืดมนอนธการ-ของเธอ

และทั้งหมดนั้นก็เป็นผลมาจากการที่เกลเซอร์กับคนเขียนบทร่วมมือใหม่-ผู้เคยเป็นครีเอทีฟโฆษณามือรางวัลมาก่อน-อย่าง วอลเตอร์ แคมป์เบลล์ ดัดแปลงหนังเรื่องนี้โดยอิงเนื้อหาจากนิยายต้นฉบับชื่อเดียวกันในปี 2000 ของ มิเชล เฟเบอร์ เพียงเล็กน้อย แถมยังเพิ่มเติมรายละเอียดใหม่ๆ เข้าไปจนก่อเกิดเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวตามแบบฉบับภาพยนตร์ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้ผู้ชมได้อย่างอยู่หมัด!

อย่าอ่านนิยายต้นฉบับ (อ้าว!?) …ถ้าอยากได้ความ ‘แปลกต่าง’

เมื่อเกลเซอร์แสดงความสนใจที่จะดัดแปลง Under the Skin -นิยายความยาว 300 กว่าหน้าของเฟเบอร์อันว่าด้วยมนุษย์ต่างดาวในร่างมนุษย์เพศหญิงที่ถูกบริษัทยักษ์ใหญ่ส่งลงมาตามล่ามนุษย์เพศชายบนโลกเพื่อนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารชั้นสูงที่ดาวบ้านเกิด- หลังจากทำหนังเรื่องแรกอย่าง Sexy Beast (2000) เสร็จสิ้น โปรดิวเซอร์อย่าง เจมส์ วิลสัน (เอ็กเซ็กคิวทีฟโปรดิวเซอร์ Shaun of the Dead, The Lovely Bones) จึงส่งบทที่เขียนเสร็จเรียบร้อยแล้วโดย อเล็กซานเดอร์ สตวร์ต มาให้เขาดู – ซึ่งเป็นบทที่แม้เกลเซอร์จะชื่นชมในแง่ของโครงสร้าง แต่ดูเหมือนว่ามันจะ ‘ถอดแบบ’ มาจากหนังสือมากเกินไปหน่อย จนเขาแทบไม่อยากกำกับตาม “ผมไม่อยากถ่ายหนังตามหนังสือน่ะ ผมอยากทำให้หนังสือกลายมาเป็นหนังมากกว่า” เขาบ่นอุบ

เกลเซอร์ปลุกปล้ำกับการดัดแปลงหนังสือเล่มนี้อยู่นานหลายปี โดยหลังจากที่ผลงานเรื่องถัดมาอย่าง Birth (2004) ออกฉาย เขากับแคมป์เบลล์-ผู้มาแทน ไมโล แอดดิกา (Monster’s Ball, Birth) ที่รับผิดชอบอยู่ก่อนหน้า-จึงพยายามบิดและปั้น Under the Skin ให้ออกมาในเวอร์ชั่นหนังบล็อคบัสเตอร์ที่ว่าด้วยมนุษย์ต่างดาวสองผัว-เมียที่ลงมาทำฟาร์มเนื้อมนุษย์บนดาวโลก (และ แบรด พิตต์ เกือบได้เล่นด้วยนะเออ!) ก่อนที่พวกเขาจะล้มเลิกไป เพราะดันกลับไปเห็นดีเห็นงามกับไอเดียการมองโลกอย่างไร้เดียงสาผ่านตัวละครมนุษย์ต่างดาวฝ่ายหญิง-ตามต้นฉบับเดิม-มากกว่า พวกเขาจึงจัดการ ‘ลบ’ ทุกฉากที่ไม่เกี่ยวข้องกับ ‘เธอ’ ให้หมด (จาก 100 เหลือแค่ 40 หน้า), ดึง ‘ชื่อ’ ของทุกตัวละครออกไป รวมถึงยุบฉากสเปเชียลเอฟเฟ็กต์สสุดอลังการทั้งหมดทิ้งเสีย – ซึ่งนี่เป็นขั้นตอนที่โปรดิวเซอร์อย่างวิลสันถึงขั้นเอ่ยปากอย่างติดตลกว่า “มันเหมือนกับการยุบร็อคแบนด์วงใหญ่สุดเวอร์วังให้เหลือแค่ พี เจ ฮาร์วีย์ (ศิลปินร็อคหญิงเอกลักษณ์จัดจ้านของอังกฤษ) คนเดียวน่ะครับ”

“แล้วผมก็จงใจที่จะไม่อ่านหนังสือต้นฉบับเองด้วยแหละ” แคมป์เบลล์รำลึกความหลังในตอนที่เพิ่งเข้ามาช่วยเกลเซอร์ โดยเขาเลือกที่จะไม่อ่านหนังสือด้วยตัวเอง แต่ใช้วิธีพูดคุยแลกเปลี่ยนเนื้อหาที่จะเขียนเป็นบทหนังกับเกลเซอร์ไปเรื่อยๆ แทน “ตอนนั้นผมเลยรู้ว่าปัญหาที่โจนาธานมีก็คือ เรื่องราวในหนังสือต้นฉบับกำลัง ‘ยุดยื้อ’ เขาเอาไว้ …จนกระทั่งผมฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า มันมีวังวนนี้อยู่ในหนังสือนี่หว่า วังวนที่เป็นการกระทำย้ำๆ ซ้ำเดิมอย่างช่วงเวลาที่เธอขับรถรับชายหนุ่มพวกนี้มาทีละคนน่ะ ซึ่งจริงๆ แล้วสำหรับผม มันเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากนะ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเธอบ้างในระหว่างการเดินทางนั้น ทั้งแก่นแท้และความเป็นอื่นในตัวเธอ – สิ่งมีชีวิตที่ถูกออกแบบมาให้เหมือนกับมนุษย์เรา แต่ก็ยังไม่สามารถเป็นเหมือนเราได้จริงๆ ผมเลยตัดสินใจสำรวจสิ่งนี้ โดยปฏิเสธแนวคิดในการเล่ามันแบบหนังไซ-ไฟ และพยายามทำให้มันออกมาใกล้เคียงกับหนังสารคดีให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แล้วพอตัวแทนลิขสิทธิ์ของ มิเชล เฟเบอร์ ที่มาเซ็นสัญญาได้เห็นบทร่างสุดท้ายที่เรากำลังเขียนอยู่ เขาก็ถึงกับพูดว่า ‘โอ้โห ฉันชอบมันมากๆ เลย แล้วฉันก็ชอบตรงที่ฉันยังคงขายสิทธ์ Under the Skin ได้อยู่เหมือนเดิมด้วย’ (แม้บทที่ดัดแปลงออกมานั้นดูแทบจะไม่เหลือเค้าเดิมของนิยายเลย)”

ขณะที่เจ้าของเรื่องอย่างเฟเบอร์เองก็ดูจะพออกพอใจที่เกลเซอร์เลือกจะฉีกหนังออกจากต้นฉบับอย่างกล้าหาญเช่นนี้ โดยเขาเปรยว่า “งานดัดแปลงที่ออกมากลางๆ หรืออ่อนยวบเพราะพยายามซื่อตรงกับต้นฉบับนั่นแหละที่ทำผมให้เซ็งจิต แต่งานดัดแปลงที่แข็งแรงเพราะให้อิสระสุดโต่งกับมันต่างหากล่ะที่ทำให้ผมเป็นสุขใจ”

อย่าโฟกัสที่ ‘บทสนทนา’ …แต่จงใส่ใจกับ ‘รายละเอียด’ ตรงหน้า

แคมป์เบลล์ขึ้นชื่อในเรื่องของการคิดงานโฆษณาจากรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ มาแต่ไหนแต่ไร เขาจึงตัดสินใจว่าจะไม่หมกมุ่นกับเส้นเรื่องของต้นฉบับให้มากนัก โดยพยายามทำให้เรื่องราวเหลือ ‘น้อย’ เข้าไว้ และหันไปใส่ใจกับการจับจ้องรายละเอียดระหว่างทางที่จะช่วยขับเน้น ‘อารมณ์ความรู้สึก’ ให้ชัดเจนแทน โดยเฉพาะความหวั่นไหวในฐานะมนุษย์ที่ตัวละครต่างดาวนางนี้ค่อยๆ ได้เรียนรู้จากผู้ชายแต่ละคนที่เธอยั่วยวนให้ขึ้นรถมาด้วย

“สิ่งที่งดงามอย่างหนึ่งในหนังเรื่องนี้ก็คือ ช่วงเวลาที่คุณจะได้เห็นชายหนุ่มเมียงมองจากฝั่งถนนมายังหญิงสาวคนนี้แล้วมโนไปว่า ‘เธอจะปรารถนาในตัวเราบ้างหรือเปล่าหนอ?’ นี่แหละ มันคือการบันทึกชั่วขณะที่ชายคนหนึ่งกำลังจับจ้องหญิงสาวเสน่ห์ร้อนที่พร้อมจะเปิดรับความเป็นไปได้ต่างๆ รวมถึงเรื่องที่กำลังเกิดกับชายหนุ่มคนที่เธอรับขึ้นรถมาจากริมถนนนั้น – เราแค่อยากจับภาพอาการสั่นไหวภายในกายเหล่านี้ขณะที่พวกเขากำลังครุ่นคิดว่า ‘พระเจ้าาา นี่เราไม่ได้ฝันไปใช่ไหมมม?’ อยู่น่ะครับ”

และแม้ว่าในนิยายต้นฉบับ เฟเบอร์จะพยายามบอกเล่าเรื่องราวทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังของมนุษย์ต่างดาวนางนี้ ผ่านภาพการกระทำและบทสนทนาอย่างค่อนข้างมีชั้นเชิงอยู่บ้างแล้ว แต่เกลเซอร์กับแคมป์เบลล์กลับเลือกที่จะลดบทสนทนาในฉบับหนังให้น้อยลงไปอีก แล้วหันไปเน้น ‘ภาษากาย’ ของตัวละครแทน “เราเขียนทุกอวัจนภาษาและบทสนทนาหลากหลายแบบที่น่าจะเกิดขึ้นระหว่างสิ่งมีชีวิตตนนี้กับคนที่เธอรับขึ้นรถมา สการ์เล็ตต์สร้างตัวละครนี้เอาไว้ในหัวเธอไม่น้อยนะ เธอทำงานหนักมากในขั้นตอนการแสดง มันเลยเป็นเรื่องอัตโนมัติสำหรับเธอมากๆ ที่จะดึงเอาตัวละครผู้ชายพวกนี้ให้เข้ามาหาเธอได้อย่างนุ่มนวลโดยแทบไม่ต้องพยายามอะไรเลย มันเหมือนกับเป็นความงดงามของความร้ายกาจก็ว่าได้”

แถมในหลายๆ ครั้ง พวกเขาก็ยังตัดสินใจปล่อยให้นักแสดงมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงหน้า แทนที่จะไปยึดติดกับบทสนทนาตายตัวตามที่บทกำหนดมาตั้งแต่แรก รวมถึงปล่อยให้บรรยากาศแวดล้อมผ่าน ‘ภาพ’ และ ‘เสียง’ อันแสนลึกลับ หลอกหลอน ไปจนถึงป่วนปั่น มีส่วนในการช่วยเสริมความหมายให้กับภาษากายเหล่านั้นของตัวละครอีกด้วย “เราได้รับคำติติงจากคนอ่านบทมาสองสามคนเลยนะ ว่า ‘รายละเอียดในบทนี่มันเยอะไป’ เพราะเราถึงขั้นเขียนอธิบายวิถีและลักษณะของฝนที่กำลังตกลงมา อธิบายทางด่วนที่ฝนกำลังโปรยปราย และสถานที่ที่เมฆฝนพวกนั้นเดินทางจากมา, ช่วงเวลาที่เธอกินอาหารโดยมี ทอมมี คูเปอร์ (นักมายากลตลกร่างยักษ์ชาวอังกฤษ) อยู่บนจอทีวี, ตอนที่เธอเดินลงบันได, จังหวะที่ถ้วยชากระทบจานรอง, เสียงเด็กกรีดร้องบนชายหาด หรือการได้ยินเสียงร้องจากรถคันข้างๆ – แต่ละการเปลี่ยนผ่านไปจนถึงแต่ละการกระทำเล็กๆ ล้วนถูกออกแบบมาแล้วอย่างละเอียดลออครับ

จงรักษา ‘แก่นเรื่อง’ …แล้วเคลือบห่อด้วย ‘ความคลุมเครือ’

แต่หนังพล็อตน้อยเรื่องนี้ของทั้งคู่ก็ไม่ได้ตั้งอยู่บนโครงสร้างที่หลักลอยเรื่อยเปื่อย เพราะแก่นเรื่องที่ว่าด้วยการสำรวจ ‘ตัวตนความเป็นมนุษย์’, ‘อำนาจแห่งโลกบริโภคนิยม’ และ ‘การตัดสินแบ่งแยกระหว่างกัน’ ของหนังสือต้นฉบับนั้นยังคงอยู่ ซึ่งก็ถูกสะท้อนผ่านรายละเอียดเล็กจ้อยแต่ละอย่างในหนัง ที่นำไปสู่การเปิดเปลือยความรู้สึก ‘เป็นอื่น’ ที่มนุษย์มีต่อเธอ, ที่เธอมีต่อมนุษย์ หรือแม้แต่ที่เธอมีต่อตัวเองในช่วงเวลาท้ายๆ นั่นเอง – ซึ่งนี่คือสิ่งที่ผู้เขียนบททั้งสองคิดว่า ‘สำคัญกว่า’ การพยายามเดินตามพล็อตโดยไม่ได้สนใจแก่นแท้จริงๆ ของเรื่องเสียอีก 

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น พวกเขาก็ยังเชื่อว่าการเล่าเรื่องด้วยท่าทีที่ ‘คลุมเครือ’ จะช่วยให้ผู้ชมสนุกไปกับหนังได้มากกว่าการอธิบายทุกอย่างให้ชัดเจนหมดจด “สำหรับคำนิยามสำหรับ ‘ตัวตนจริงๆ’ ของตัวละครที่สการ์เล็ตต์แสดงนั้น มันจะดูน่าสนใจกว่ามากหากเราไม่ไปเจาะจงให้มันออกมาชัดจนเกินงาม” แคมป์เบลล์บอก พวกเขาจึงไม่ได้ยืนยันกับผู้ชมว่า ตัวตนและเป้าหมายที่แท้จริงของมนุษย์ต่างดาวนางนี้คืออะไรกันแน่ (เหมือนกับที่ถูกระบุไว้ในหนังสือว่า เธอคือมนุษย์ต่างดาวสายพันธุ์หนึ่งที่ต้องการล่า ‘เนื้อมนุษย์’ ตามคำสั่งของผู้มีอำนาจจากองค์กรใหญ่) แล้วบอกเล่าให้มันคลุมเครือกว่านั้น เพื่อเปิดช่องว่างให้ผู้ชมได้จินตนาการตามและเติมเต็มคำตอบกันเอาเอง

“ผมเข้าใจดีในแนวคิดองค์รวม(ของนิยาย)ที่ว่าเธอต้อง ‘ฆ่า’ เพื่อที่จะได้มีชีวิตอยู่รอดปลอดภัยนะ เพราะมนุษย์เราก็ล้วนทำแบบเดียวกัน” แคมป์เบลล์ย้ำถึงแก่นของเรื่องที่เล่าผ่านการเรียนรู้ของตัวละครมนุษย์ต่างดาว-ที่ค่อยๆ ซึมซับและถูกความอ่อนแอของมนุษย์เข้าสิงสู่เสียเอง-อีกครั้ง “แล้วผมก็เริ่มสนใจในไอเดียที่บอกว่าสิ่งที่เธอกำลังสูบกลืนเข้าไปอยู่นี้ จริงๆ มันก็คือ ‘ความเป็นมนุษย์’ ที่แฝงฝังอยู่ในตัวของพวกผู้ชายที่ตกเป็นเหยื่อนั่นแหละ

“เพราะขณะที่เธอกำลังซึมซับความเป็นมนุษย์เหล่านี้เข้าไปในกาย ในทางกลับกัน สิ่งนี้(ความเป็นมนุษย์อันอ่อนแอ)ก็กำลังกลืนกินตัวตน(จากต่างดาว)ของเธอเข้าไปด้วยเหมือนกัน”