Audition Dead or Alive Ichi the Killer Takashi Miike Visitor Q หนังโหด

4 วิธีการทำหนัง ‘โหดร้าย…แต่ไม่ไร้หัวใจ’ แบบ ทาเคชิ มิอิเกะ

Home / Art of Storytelling / 4 วิธีการทำหนัง ‘โหดร้าย…แต่ไม่ไร้หัวใจ’ แบบ ทาเคชิ มิอิเกะ

แม้จะไม่ได้กำกับเฉพาะหนังโหดเลือดสาด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนทำหนังบ้าพลังอย่าง ทาเคชิ มิอิเกะ นั้นขึ้นชื่อลือชาในแง่ของการเล่าเรื่องเพื่อสร้างความ ‘สะพรึงใจ’ ให้แก่ผู้ชมเป็นยิ่งนัก ทั้งด้วยเนื้อหาสุดเพี้ยน เฮี้ยน และชวนเหวอที่หลายคนต้องอุทานว่า “คิดได้ยังไง!?” ไปจนถึงสไตล์ภาพและงานสเปเชียลเอฟเฟ็กต์สชวนแหวะที่ทารุณจิตใจเราได้ไม่หยุดหย่อน จากขบวนหนังในยุคกลางๆ ที่เราคุ้นหูอย่าง Audition (1999), Dead or Alive (1999), Visitor Q (2001) และ Ichi the Killer (2001) มาจนถึง First Love (2019) หนังเรื่องล่าสุดของเขา

…ทว่าในท่ามกลางความโหดร้ายของเรื่องราวที่ถูกบอกเล่าผ่านสายตาของมิอิเกะนี้ ก็หาใช่ว่าเขาจะเอาแต่ทำร้ายจิตใจผู้ชมตามอำเภอใจอย่างไร้ที่มาที่ไป แต่เขายังใส่ ‘วิธีคิด’ และ ‘หัวจิตหัวใจ’ ในการเล่าเรื่องโหดๆ เหล่านี้ลงไปด้วย – และนี่คือ 4 ตัวอย่างจากหลายๆ แนวคิดในการทำหนังของเขา!

Audition
Dead or Alive
1) หัวใจหลักของหนังโหดไม่ใช่งานภาพหรือสเปเชียลเอฟเฟ็กต์ส …แต่คือ ‘ตัวละคร’ ที่ขับเคลื่อนเรื่องราว!

“ผมคิดว่าเราสามารถถ่ายทอด ‘ความเป็นภาพยนตร์’ ชั้นเยี่ยมออกมาได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องเอาแต่ถ่ายช็อตมุมกว้างเพื่อให้เห็นเฮลิค็อปเตอร์หรือรถตำรวจนับร้อยคันหรอกนะครับ การทำหนังทำให้ผมอยากแค่ส่องสังเกต หรือถ่ายหนังสักเรื่องให้เหมือนกับใครสักคนกำลังสังเกตการณ์นักแสดงสักคนที่กำลังแสดงอยู่ แน่นอนว่าหลังจากนั้นคุณอาจวางซีจีลงไป ใส่องค์ประกอบอื่นๆ ประดับประดาลงไปในหนัง เช่น เฮลิค็อปเตอร์ หรือรถตำรวจ แต่ทั้งหมดนั้นมันคือเรื่องของนักแสดง(ที่กำลังสวมบทเป็นตัวละครอยู่)ล้วนๆ

“แล้วแทนที่ผมจะสร้างตัวละครเพื่อทำหนังขึ้นมาสักเรื่อง ผมก็มักจะโฟกัสไปที่ตัวละครเหล่านั้นที่อยู่ในบทนะ แล้วปล่อยให้พวกเขา ‘ทำหนัง’ ด้วยตัวของพวกเขาเอง”

Ichi the Killer
2) โดยเฉพาะ ‘ตัวละครชั่วร้าย’ …ที่ถึงยังไงก็ต้องมี ‘หัวใจ’ เชื่อมโยงกับผู้ชมได้!

“ในชีวิตประจำวันของเรา กับบางสิ่งที่เราต้องเผชิญหน้า มันก็มีเซ้นส์ของการที่คนเราต้องเก็บกดความรู้สึกบางอย่างเอาไว้อยู่เหมือนๆ กันหมดใช่ไหมล่ะครับ มีหลายคนที่ใช้ชีวิตโดยไม่สามารถเปิดเปลือยสัญชาตญาณดิบที่แท้จริงของตนออกมาได้ นั่นแหละครับคือสิ่งที่(ตัวละครชั่วร้ายในหนังของเขา)สามารถเชื่อมโยงกับชีวิตของผู้ชมทุกผู้ทุกคนได้

“แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ไม่ได้ต้องการที่จะทำหนังชวนเชื่อหรือพยายามเล่าประเด็นทางสังคมอะไรอย่างจริงจังหรอกนะ บางทีในระดับจิตใต้สำนึก ผมอาจได้รับแรงบันดาลใจมาจากบางเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม ผมคิดว่ามันอาจถ่ายเทมาอยู่ในหนังของผมโดยธรรมชาติ แต่ผมไม่ได้พยายามที่จะเอาประเด็นทางสังคมมามีเอี่ยวมากจนเกินไป ผมอยากเล่าหนังอย่างอิสระและปล่อยให้อะไรจะเกิดก็เกิดไป”

Visitor Q
Lesson of the Evil
3) แต่กระนั้น งานภาพก็ยังสำคัญ จงปักหมุด ‘บางภาพ’ ที่จะกลายเป็นตัวแทนของหนังทั้งเรื่องไว้ซะ!

“ถ้าผมกำลังอ่านบทหนังหรืองานเขียนบันดาลใจสักชิ้น ภาพบางภาพมักจะผุดขึ้นมาในหัวผมเสมอ ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมมันถึงเป็นเช่นนั้น บางครั้งมันก็เป็นภาพของผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังยืนคอยท่าอยู่ตรงนั้น กำลังหันมาแล้วแสยะยิ้มให้ …ผมคิดเป็นภาพทุกครั้งเวลาที่ได้อ่านนิยาย ผมมีภาพชัดเจนในหัวอยู่แล้ว ไม่รู้จริงๆ ว่าทำไม แต่ทุกครั้งผมต้องหาหนทางที่จะนำพาเรื่องราวสู่ภาพในหัวเหล่านั้นให้ได้ นั่นเป็นขั้นตอนแรกๆ ของผมในการทำหนัง”

First Love
4) สุดท้าย, จงปล่อยให้ ‘ความตื่นเต้น’ ต่อเรื่องที่คุณกำลังเล่านั้นส่องประกายฉายแสง!

“ตอนที่ผมเริ่มต้นทำหนังใหม่ๆ ผมทำงานด้วยทุนที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินสุดๆ แต่ผมมีความสุขฉิบหายเลยที่ได้ทำหนังพวกนั้น ผมสนุกกับมันมากๆ และยังโอเคดีอยู่กับการไม่ได้นอน ความตื่นเต้นประเภทนั้นแหละที่คุณจะค่อยๆ สูญเสียมันไปทีละนิดเมื่อคุณเริ่มชาชินกับสิ่งที่ทำ แต่ตอนนี้ วิถีทางและสิ่งที่ผมรู้สึกเกี่ยวกับการทำหนังมันได้หวนคืนมาอีกครั้งแล้ว ผมกลับมาสนุกกับการทำหนังได้แล้ว และก็ได้เห็นว่านักแสดงกับทีมงานก็สนุกไปกับมันได้เหมือนกับที่ผมเป็น ทั้งการเขียนบท ตัดต่อ ถ่ายทำ มันคือความสุขจากแต่ละขั้นตอนที่ทุกคนในกองถ่ายมีร่วมกัน – และนั่นคือวิธีที่เราจะสามารถทำหนังให้มันออกมาสนุกสำหรับผู้ชมได้จริงๆ ยังไงล่ะครับ!”

“…ฉะนั้น ว่ากันซื่อๆ ก็คือ ผมไม่ค่อยสนใจเรื่องความสำเร็จของหนังหรือความสมดุล(ระหว่างดราม่ากับความรุนแรง)ของเรื่องราวเท่าไหร่หรอก ผมแค่อยากทำหนังที่ผมชอบและรู้สึกภูมิใจมากกว่า”