Lisa Cholodenko Marie Adler Netflix Susannah Grant Toni Collette Unbelievable ข่มขืน ซีรีส์ สืบสวน

Unbelievable : ดัดแปลง ‘บทความ’ อย่างไร …ให้กลายเป็นซีรีส์ว่าด้วย ‘คดีข่มขืน’ สุดสะเทือนใจ

Home / Art of Storytelling / Unbelievable : ดัดแปลง ‘บทความ’ อย่างไร …ให้กลายเป็นซีรีส์ว่าด้วย ‘คดีข่มขืน’ สุดสะเทือนใจ

แม้จะออกฉายทาง Netflix อย่างเงียบเชียบ แต่ผลตอบรับจากผู้ชม/นักวิจารณ์กลับออกมาดีเกินคาด สำหรับ Unbelievable ซีรีส์ว่าด้วยคดีข่มขืนของ มารี (รับบทโดย เคตลีน เดนเวอร์) เด็กสาววัย 18 ปีที่ตำรวจและคนรอบข้างกล่าวหาว่าเธอ ‘กุเรื่อง’ ทั้งหมดนี้เพื่อเรียกร้องความสนใจ …ซึ่งสุดท้าย มันกลับกลายเป็น ‘เรื่องจริง’ ที่ส่งผลให้อาชญากรยังคงลอยนวลจนมีโอกาสไปล่วงละเมิดเหยื่อรายอื่นๆ อีกจำนวนไม่น้อยตลอดหลายปีถัดจากนั้น ก่อนที่สองนักสืบหญิงต่างสไตล์จากต่างรัฐอย่าง คาเรน (เมอร์ริตต์ เวเวอร์) และ เกรซ (โทนี คอลเล็ตต์) จะร่วมมือกันขุดคุ้ย ‘ความจริง’ ขึ้นมาอีกครั้ง!

ซีรีส์ถูกดัดแปลงมาจากบทความรางวัลพูลิตเซอร์ที่ชื่อ ‘An Unbelievable Story of Rape’ เมื่อปี 2015 ของ ProPublica ภายใต้การนำของ ซูซานนาห์ แกรนต์ นักเขียนบทหญิงผู้เคยเข้าชิงออสการ์สาขาบทออริจินอลยอดเยี่ยมจาก Erin Brockovich (2000, สตีเวน โซเดอร์เบิร์กห์) – ซึ่งก็อาจทำให้หลายคนเริ่มสงสัยว่า เราสามารถต่อยอดบทความเพียงชิ้นเดียวให้กลายมาเป็นซีรีส์ความยาว 8 เอพิโซดจากได้อย่างไร

…นี่คือบางวิธีการก่อร่างสร้างเรื่องของแกรนต์ที่น่าจะพอเป็นคำตอบให้กับคำถามนี้ได้บ้าง

1) ข้อมูลจาก ‘ทุกแหล่ง’ ล้วนสำคัญต่อการดัดแปลง

“ฉันคิดว่ามันเป็นบทความที่ดีมาก และมันก็น่าจะเหมาะกับการนำมาบอกเล่าซ้ำอีกครั้งผ่านสื่อประเภทอื่นด้วย” แกรนต์พูดถึงบทความของ ที คริสเตียน มิลเลอร์ และ เคน อาร์มสตรอง -ซึ่งถูกเธอนำมาดัดแปลงและต่อยอดเป็นซีรีส์ความยาว 8 เอพิโซด- ที่เล่าถึงคดีข่มขืนอัน ‘น่าเหลือเชื่อ’ ที่ถูกปล่อยปละละเลยมาเป็นปีๆ นี้ได้อย่างมีชั้นเชิงและลุ้นระทึก โดยเริ่มต้นจากคดีต้นทางของ มารี แอดเลอร์ ในวอชิงตัน ก่อนโยงใยไปยังคดีข่มขืนอื่นๆ ที่ล้วนมี ‘ลักษณะร่วม’ แบบเดียวกันในโคโลราโด นับจากจุดเริ่มต้นในปี 2008 ไล่เลยมาจนถึงบทสรุปในปี 2011 ซึ่งเป็นการเล่าสลับช่วงเวลากันไปมา

อย่างไรก็ดี แม้ว่าบทความชิ้นนี้จะถูกแกรนต์นำมาใช้เป็น ‘หัวใจหลัก’ ของเรื่องเล่าทั้งหมด แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าทีมเขียนบท-ผู้เป็นนักเขียนนิยายมือรางวัลมาก่อนและยังเป็นคู่สามี/ภรรยากัน-อย่าง ไมเคิล ชาบอน (The Yiddish Policemen’s Union) และ อาเยเล็ต วัลด์แมน (Mommy-Track Mysteries) จะหยุดอยู่เพียงเท่านี้ เพราะพวกเขายังนำเอาแฟ้มคดีของจริงมานั่งสืบค้นอีกครั้งด้วยตัวเอง พร้อมรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมจากหลากหลายบุคคลที่เกี่ยวข้อง (เช่น ตำรวจตัวจริงผู้ติดตามคดี), บทความแวดล้อม และรายงานบางฉบับที่เกี่ยวพันกับคดีดังกล่าวโดยตรง นำมาประกอบเข้าด้วยกันเพื่อให้ได้ ‘ภาพใหญ่’ ที่กระจ่างชัดที่สุดระหว่างการเขียนบทดัดแปลงอีกด้วย

“แล้วฉันก็ไม่ได้ดูซีรีส์เรื่องไหนเพื่อหาแรงบันดาลใจในการเขียนบทเรื่องนี้เลยด้วย” แกรนต์เผย “คุณแค่ต้องจำให้ขึ้นใจ ว่านี่คือ ‘มนุษย์’ จริงๆ และคุณต้องบอกเล่าเรื่องราวของพวกเขาด้วยความเคารพ ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องเขียนเอาใจทุกฝ่ายอย่างไร้มิติหรอกนะคะ คุณไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นหรอก คุณแค่เคารพความจริงในสิ่งที่พวกเขาได้เผชิญมาก็พอแล้ว” และเพื่อความถูกต้องและความซื่อตรงต่อโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้น แกรนต์จึงดึงเอามิลเลอร์กับอาร์มสตรองผู้เขียนบทความต้นทาง และตำรวจ(หญิง)อีกบางคนมาเป็นที่ปรึกษา รวมถึงขอให้มารี แอดเลอร์ตัวจริงมานั่งแท่นเป็นเอ็กเซ็กคิวทีฟโปรดิวเซอร์เพื่อคอยตอบคำถามบางข้อที่ทีมเขียนบทสงสัยเสียเลย

2) จับ ‘ใจความ’ ของเรื่องเล่า ก่อนจัดวางลำดับ ‘เส้นเรื่อง’

หลังจากรวบรวมข้อมูลทั้งหมดจนครบถ้วนทุกมุมแล้ว สิ่งที่แกรนต์และทีมเขียนบทตัดสินใจทำในลำดับถัดมา คือการแบ่ง ‘เส้นเรื่อง’ ออกเป็น ‘อดีต’ และ ‘ปัจจุบัน’ แล้วเล่าขนานกันไปตามโครงสร้างของบทความตั้งต้น โดยอิงกับ ‘ใจความ’ ที่พวกเขาอยากบอกเล่าเป็นสำคัญ เช่น การละทิ้งเส้นเรื่องที่เล่าถึงรายละเอียดในการ ‘จัดการ’ เหยื่อผ่านมุมมองของ ‘ชายผู้ข่มขืน’ ในบทความทิ้งไปทั้งยวง เพราะแกรนต์และทีมเขียนบทตัดสินใจอย่างแน่ชัดมาตั้งแต่แรกแล้วว่า ‘นี่ไม่ใช่เรื่องเล่าของเขา’ หรือการให้เอพิโซด 1 เล่าแค่เรื่องของมารีใน ‘อดีต’ ก่อนที่ในเอพิโซดที่ 2 จะเปิดเผยตัวละครนักสืบสองสาวใน ‘ปัจจุบัน’ ก่อนผลักดันให้เรื่องเล่าทั้งสองเส้นนี้เดินทางไปบรรจบกันในช่วงท้าย “เราอยากเล่าเรื่องสองเรื่อง คือเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งที่ได้รับผลตอบกลับอย่างเลวร้ายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้หลังการแจ้งความว่าตนถูกข่มขืน…แต่กลับต้องรู้สึกเหมือนอยู่บนโลกนี้เพียงลำพัง กับเรื่องของผู้หญิงอีกสองคนที่อยู่ห่างไปเป็นร้อยๆ ไมล์ ซึ่งกำลังหาทางช่วยเหลือผู้หญิงคนแรก(ผ่านการขุดคุ้ยคดีของเหยื่อรายอื่นๆ)…โดยที่พวกเธอเองก็ยังไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ” ซึ่งแกรนต์ก็เลือกที่จะใช้ธรรมชาติการรับชมแบบ ‘ดูรวดเดียว’ (Binge watching) ของผู้ชม Netflix ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

“หนึ่งในสิ่งที่เจ๋งที่สุดของสตรีมมิ่งเซอร์วิซก็คือ การปล่อยทุกตอนให้ได้ดูแบบรวดเดียวนี่แหละ – ซึ่งมันเปลี่ยนวิถีทางการเสพสื่อของผู้ชมไปเลย” แกรนต์ว่า “เราพบว่าผู้ชมหลายคนมักจะดูซีรีส์อย่างน้อยสองตอนติดต่อกัน มันเลยทำให้ฉันคิดได้ว่า พาร์ตแรกของเรื่องเล่านี้มันควรมาในรูปของบทนำที่มีความยาวสองชั่วโมง (กล่าวคือ 2 เอพิโซดแรก – ซึ่งกำกับโดย ลิซา โชโลเดนโก จากหนัง The Kids Are All Right และมินิซีรีส์ Olive Kitteridge) มากกว่าการคิดว่าจะต้องเอาข้อมูลมากมายไปเบียดเสียดกันอยู่แค่ในเอพิดโซดแรกเท่านั้น ซึ่งเป็นแนวคิดมาตรฐานทั่วไปในการทำซีรีส์ให้กับช่องโทรทัศน์ …และยิ่งเราได้โทนี คอลเล็ตต์ผู้เก่งกาจมาร่วมด้วย โดยยังมีอิสระมากพอที่จะสามารถกั๊กเธอเอาไว้เพื่อไปเปิดตัวในช่วงท้ายของบทนำสองชั่วโมงนั้น มันก็ยิ่งถือเป็นเรื่องที่โคตรเจ๋งเลยสำหรับฉัน”

3) การมองผ่าน ‘มุมของผู้ถูกกระทำ’ คือเทคนิคสำคัญ

ฉันไม่เคยเขียนฉากเกี่ยวกับความรุนแรงทางเพศมาก่อน ตอนที่ฉันนั่งลงเขียนมัน ฉันจึงต้องแน่ใจว่า เราจะไม่ทำอะไรที่นำไปสู่การสร้างฉากข่มขืนที่ปลุกเร้าอารมณ์ (Rape porn) ซึ่งมีอยู่เยอะแยะไปหมดแล้วในวัฒนธรรมการดูหนังของเรา ฉันจึงแน่ใจมากว่าอยากเขียนมันออกมาจากมุมมองของคนที่ถูกกระทำมากกว่า ผ่านชุดภาพที่ถูกเลือกสรรแล้วอย่างดี ซึ่งมันควรมาจากความทรงจำที่ตัวของมารีเองยังคงต้องแบกรับและคัดง้างกับมันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน” ซึ่งแกรนต์ยังใช้วิธีการเดียวกันนี้ในการถ่ายทอดฉากข่มขืนของตัวละครเหยื่อรายอื่นๆ ด้วย โดยภาพจากมุมที่พวกเธอเห็น ‘ชายผู้ข่มขืน’ กระทำสิ่งต่างๆ นั้น จะถูกถ่ายให้เห็นย้ำๆ ซ้ำๆ และนานพอที่เราจะรู้สึกรู้สาไปกับความรู้สึกทุกข์ทรมานของพวกเธอ (ซึ่งก็น่าจะทรมานพอๆ กับการที่พวกเธอบางคนต้องถูกสอบสวนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนดูเหมือนกับเป็นการ ‘ถูกข่มขืนซ้ำ’ จากเจ้าหน้าที่ของรัฐ-หรือแม้แต่จากคนใกล้ชิดของพวกเธอเอง-ด้วย)

“เพราะเรื่องเล่าในมุมมองของเธอเป็นหนึ่งในสิ่งที่นำมาซึ่งคำถามหลักๆ ของซีรีส์เรื่องนี้ยังไงล่ะค่ะ” แกรนต์เน้นย้ำ โดยเธอเองก็ไม่ได้กลัวว่า การเลือกเล่าเพียงแค่เหตุฆาตกรรมในความทรงจำและสถานการณ์ชีวิตอันแสนตึงเครียดของมารีในเอพิโซดแรกนั้น จะทำให้เธอต้องสูญเสียผู้ชมอีกกลุ่มหนึ่ง-ที่อาจอยากเห็นการสืบสวนอันลุ้นระทึกของสองนักสืบสาวมากกว่า-ไปเสียก่อน “มันอาจมีภาพที่ทำให้เราอึดอัดใจที่จะรับชมในเอพิโซดแรกก็จริงอยู่นะคะ แต่ตอนที่เราฉายรอบทดลองให้ผู้ชมกลุ่มเล็กๆ ในนิวยอร์คได้ดู สิ่งที่ทำให้พวกเขาถอนหายใจดังเฮือกก็คือตอนที่มารีถูก(ตำรวจ)ขอให้เล่าถึงเหตุข่มขืนอีกเป็นครั้งที่ห้าของวันเพียงเพื่อที่เธอจะถูกขอให้เขียนลงกระดาษคำร้องด้วยตัวเองอีกครั้งนี่แหละ!” ทั้งนี้ก็เพราะแกรนต์ยังเชื่อว่า เมื่อผู้ชมรู้สึกอยากเอาใจช่วยตัวละครเหยื่ออย่างมารีแล้ว พวกเขาก็จะยอมให้เวลากับเรื่องของเธอไปโดยอัตโนมัติ “ฉันคิดว่าผู้ชมยุคนี้ ‘เอาอยู่’ กับวิธีการเล่าเรื่องในลักษณะนี้ค่ะ”

4) ขัดเกลาตัวละครให้มี ‘มิติชีวิต’ ที่ซับซ้อนและไม่ขาวจัด-ดำจัด

นอกจากการเล่าเรื่องผ่านมุมมองของเหยื่ออย่างมารีแล้ว การสร้างตัวละครคู่หูนักสืบผู้มีประสบการณ์ในคดีล่วงละเมิดทางเพศอย่างเกรซและคาเรนขึ้นมา ก็ช่วยให้เรื่องราวเดินไปข้างหน้าได้อย่างน่าติดตามมากขึ้น โดยพวกเธอถูกอ้างอิงมาจากสองนักสืบหญิงตัวจริงและสิ่งที่พวกเธอต้องประสบพบเจอจริงๆ ซึ่งขณะที่แกรนต์พยายามนำเสนอรายละเอียดการสืบสวนของพวกเธอให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด แต่ชื่อเสียงเรียงนาม ตัวตน และมิติชีวิตในด้านอื่นๆ ของสองนักสืบสาว ก็ถูกปรับเสริมเติมแต่ง เพื่อสร้างความกลมกล่อมให้กับตัวละครมากขึ้น เช่น การเพิ่มเติมชีวิตส่วนตัวและความสัมพันธ์ระหว่างสองนักสืบสาว-ที่ดูจะต่างขั้วกันมากๆ-เข้าไปด้วย เพื่อสะท้อนถึงความกดดันจากการสืบคดีที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของพวกเธอไม่น้อย

เพื่อที่จะให้ตัวละครใดก็ตามควรค่าแก่การติดตามรับชม พวกเขาต้องมีมิติชีวิตและความซับซ้อนที่สมจริง เพราะคุณต้องตามดูตัวละครนี้ไปอีก 8 ชั่วโมง พวกเขาจึงต้องถูกเล่าออกมาให้น่าสนใจมากพอ แล้วมันก็สำคัญกับฉันมากๆ ด้วยกับการที่จะต้องไม่มีใครในเรื่องเป็นคนดีหรือเลวไปเสียทั้งหมด มันไม่ใช่ซีรีส์ที่พูดถึงเรื่องธรรมะปะทะอธรรม เพราะมนุษย์ทุกคนล้วนมีความคลุมเครือด้วยกันทั้งนั้น คนที่ทำสิ่งผิดพลาดไม่ใช่คนเลวทรามต่ำช้า และคนที่ทำงานได้ดีที่สุดก็ไม่ใช่พระเจ้า – พวกเขาเป็นมนุษย์จริงๆ ที่ซับซ้อนเหมือนกับคุณและฉัน ฉันก็แค่หวังว่าผู้ชมจะสามารถเห็นใจคนทุกคนในเรื่องได้ แม้แต่คนที่ตัดสินใจทำในสิ่งเลวร้าย …แค่เข้าใจว่าเขาทำไป ‘ทำไม’ ก็พอ”

แม้แต่ตัวละครที่ดูจะเป็น ‘วายร้าย’ อย่างตำรวจที่ตัดสินว่ามารีกุเรื่องข่มขืนนี้ขึ้นมา ก็ไม่ได้ถูกแกรนต์ถ่ายทอดออกมาให้ดูเลวร้ายเสียจนผู้ชมต้องเกลียดชัง “มันมีกุญแจดอกสำคัญอยู่ในรายงานของคดีนี้ที่ทำให้ฉันรู้ชัดว่าจะถ่ายทอดตัวละครนี้ออกมายังไง ไม่แน่ใจว่ามันอยู่ในบทความหรือหนังสือน่ะนะ แต่มันได้อธิบายช่วงเวลาในชีวิตจริงของเขา-หลังค้นพบความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่เขาได้กระทำ-เอาไว้ ในนั้นเขียนอธิบายว่า เขากลายเป็นคนห่อเหี่ยวไปเลย ซึ่งฉันจำเรื่องนี้ได้ขึ้นใจ ฉันเลยคิดว่าเขาก็ไม่ใช่คนที่เลวร้ายอะไรนี่นะ เขาอาจเป็นผู้ชายที่รักภรรยามากๆ และคอยดูแลผู้หญิงทุกคนในชีวิตเป็นอย่างดี …แต่เขาแค่ไม่ได้รับการฝึกฝนที่ดีพอสำหรับการทำคดีแบบนี้ก็เท่านั้นเอง”

5) อย่าลืมสร้าง ‘สมดุล’ ให้เรื่องเล่า พร้อมรับฟัง ‘เสียงของตัวเอง’ ขณะเขียนบท

แกรนต์ยังย้ำเตือนเราด้วยว่าการสร้าง ‘สมดุล’ ให้เรื่องเล่ายังคงสำคัญเสมอ โดยเธอและทีมเขียนบทได้พยายามเจือจางบรรยากาศอันตึงเครียดจริงจังในแต่ละเอพิโซด ด้วยการใช้อารมณ์ขันเข้ามาแทรกอยู่เป็นระยะ โดยเฉพาะในเส้นเรื่องของสองนักสืบสาว ทั้งในขณะทำหน้าที่ (เช่น ความขัดแย้งเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างสองสาวเกี่ยวกับวิธีการสืบสวนที่ทำให้ผู้ชมยิ้มได้) และใช้ชีวิตส่วนตัว (เช่น ความสัมพันธ์แนวหยิกแกมหยอกระหว่างสาวๆ กับผู้ชายของเธอ) “แรงขับเคลื่อนของเรื่องราวในเบื้องต้น-ซึ่งก็คือการที่นักสืบหญิงสองคนนี้กำลังตามสืบหาใครบางคนที่เราในฐานะผู้ชมก็อยากให้ถูกจับให้ได้โดยไวนั้น อาจทำให้คุณต้องเว้นช่องว่างไว้สำหรับแนะนำตัวละคร ความสัมพันธ์ หรือแม้แต่ข้อเท็จจริงด้วยท่าทีที่เครียดขึง แต่การเล่าเรื่องสืบสวนจากเหตุอาชญากรรมเลวร้าย ไม่ได้หมายความว่าทุกนาทีของมันจะต้องออกมาน่าขนหัวลุกเสมอไป มันควรมีช่วงเวลาแห่งการผ่อนคลายเสียบ้าง – ซึ่งนั่นคือวิธีการเล่าเรื่องตามสัญชาตญาณของฉันน่ะค่ะ”

อย่างไรก็ดี สำหรับแกรนต์ สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่แพ้การแสวงหาความสมจริงและความสมดุลของเรื่องเล่า ก็คือการเขียนบทออกมาให้ ‘เป็นตัวของตัวเอง’ มากที่สุด โดยยังไม่ต้องไปพะวงว่าผลลัพธ์ที่ได้จะออกมาดีหรือแย่ หรือจะออกมาซ้ำทางกับใครหรือไม่ …แค่จงเคารพในเรื่องที่เราจะเล่า และถ่ายทอดมันออกมาอย่างจริงใจที่สุดตามวิธีการของตัวเองให้ได้ก่อนก็พอแล้ว “ปิดอินเตอร์เน็ตซะเวลาที่คุณต้องเขียนบท จากนั้นแค่นั่งลงแล้วฟัง ‘เสียงของตัวเอง’ ให้เนิ่นนานที่สุดเท่าที่คุณพอจะทำได้ …ซึ่งฉันว่านั่นเป็นสิ่งที่ทำได้ยากเย็นขึ้นเรื่อยๆ ในโลกทุกวันนี้แล้วล่ะ”