Agatha Christie And Then There Were None Crooked House Death on the Nile Hercule Poirot Miss Marple Murder Murder on the Orient Express Murder She Said She Said The A.B.C. Murders Witness for the Prosecution

เล่าเรื่องซ่อนปมแบบ อากาธา คริสตี ผ่านงานดัดแปลงในโลกภาพเคลื่อนไหว

Home / Art of Storytelling / เล่าเรื่องซ่อนปมแบบ อากาธา คริสตี ผ่านงานดัดแปลงในโลกภาพเคลื่อนไหว

สำหรับหนอนหนังสือทั่วโลก อากาธา คริสตี (1890-1976) คือหนึ่งใน ‘ราชินีนักเล่าเรื่อง’ ตัวฉกาจของโลกวรรณกรรมสืบสวนสอบสวน/อาชญากรรม ผลงานของเธอถูกตีพิมพ์ออกมาทั้งในรูปแบบของนิยายและเรื่องสั้นที่เต็มไปด้วย ‘ลูกล่อลูกชน’ อันแพรวพราวในการปั่นหัวผู้อ่านให้ลุ้นระทึกและเดาทางแทบไม่ถูก โดยมีตัวละครอย่างนักสืบ เฮอร์คูล ปัวโรต์ และคุณนาย มาร์เปิล เป็นขวัญใจแฟนๆ มาตลอดระยะเวลาเกือบหนึ่งศตวรรษ ซึ่งกล่าวกันว่างานเขียนสุดระทึกของเธอนี้ ถูกขายไปมากถึง 2 พันล้านเล่ม และถูกแปลไปแล้วมากถึง 103 ภาษา!

อากาธา คริสตี

อย่างไรก็ดี แม้งานเขียนของคริสตีจะหนีอาถรรพ์ของ ‘หนังที่ดัดแปลงจากหนังสือ’ -ซึ่งมักจะออกมาไม่ดีเท่าต้นฉบับ- ไปไม่พ้น ทว่าในบรรดาตัวอย่างเพียงหยิบมือเดียวที่เรายกมาประกอบ ‘เคล็ดลับการเล่าเรื่องแบบอากาธา คริสตี’ ให้เชยชมกันนี้ ก็ถือว่าเป็นหนัง/ซีรีส์ที่รอดพ้นจากอาถรรพ์ดังกล่าวมาได้อยู่บ้าง-ไม่มากก็น้อย …ว่าแล้วก็ลองไปหามาอ่านและรับชมกันได้ตามอัธยาศัยเลยนะจ๊ะ

 

And Then There Were None (1974)
And Then There Were None (2015)
And Then There Were None (2015)
การผูก ‘พล็อต’ ที่ซับซ้อนเกินคาด และการสร้าง ‘จุดหักมุม’ ที่ทำลายความหวังของผู้อ่าน

เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นเรื่องเล่าแนวสืบสวนสอบสวน สิ่งที่จะใช้เป็นแกนหลักให้ผู้อ่านคอยติดตามและลุ้นระทึกไปด้วยได้อย่างอยู่มือก็คือ ‘เรื่องที่ดี’ ซึ่งหนึ่งในพรสวรรค์อันโดดเด่นของอากาธา คริสตีก็คือ การผูกพล็อตเรื่องที่แสนจะซับซ้อนจนคาดเดาได้ยากนี่เอง โดยเฉพาะการปล่อยให้ผู้อ่านสงสัยใคร่รู้อยู่ตลอดเวลาว่า “ใครคือฆาตกรตัวจริง?” ของแต่ละคดีกันแน่ ผ่านการ ‘ค่อยๆ’ เผยข้อมูลสำคัญเพื่อชี้นำให้ผู้อ่านคิด วิเคราะห์ และตีความด้วยตัวเองไปทีละนิด-พร้อมๆ กันกับตัวละคร ซึ่งนั่นทำให้พวกเขาเกิดความกระหายอยากที่จะรู้เรื่องราวในหน้าถัดๆ ไป โดยคริสตีจะเริ่มต้นจาก (1) เขียนแผนการ ‘ฆาตกรรมที่แท้จริง’ ผ่านมุมมองของฆาตกร, (2) ใส่ตัวละคร ‘ผู้ต้องสงสัยคนอื่นๆ’ เข้าไปเพื่อใช้เป็นตัวแปรในการบิดเบือนรูปคดีให้ยิ่งซับซ้อน และ (3) ค่อยๆ จัดวางข้อมูลตามจุดต่างๆ ของเรื่องเพื่อชี้นำให้ผู้อ่านสงสัยใน ‘ตัวแปรหลอกๆ’ เหล่านั้น จนไม่ทันได้สังเกตเห็นแผนการของฆาตกรตัวจริง โดยพล็อตดังกล่าวมักมีจุดเริ่มต้น ‘ง่ายๆ’ อย่างการที่นักสืบของเรื่องดันเข้าไปพัวพันกับคดีนั้นๆ ทั้งโดยบังเอิญและไม่บังเอิญ ซึ่งคดีในแบบของคริสตีมักเป็น ‘คดีฆาตกรรมในห้องปิดตาย’ ที่กลายมาเป็นแนวทางเล่าเรื่องลึกลับยอดนิยมของวัฒนธรรมป๊อปในกาลต่อมา (อย่างไรก็ดี แม้พล็อตของเธอจะซับซ้อนแค่ไหน แต่ด้วยการใช้ภาษาเขียนที่เรียบง่าย สั้นกระชับ จึงทำให้ผู้อ่านสามารถติดตามเรื่องของเธอได้อย่างไม่มีสะดุดและมีสมาธิมากพอกับการโฟกัสเส้นเรื่องที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ)

Crooked House

นอกจากนี้ การสร้าง ‘จุดหักมุม’ ในเรื่องเล่าของเธอก็ยังถือเป็นอาวุธสำคัญในการสร้างความตื่นตะลึงให้แก่ผู้อ่าน เมื่อตัวละครที่ถูกคริสตีปูทางมาให้ดูน่าสงสัยสำหรับพวกเขานั้น กลับถูก ‘ฆ่าตาย’ ไปโดยที่ไม่มีใครได้ทันตั้งตัว ซึ่งสร้างความช็อคและสับสนให้กับผู้อ่านที่คิดว่าตัวเอง ‘เดาทางถูก’ มาตลอดได้อย่างทรงพลัง จนทำให้พวกเขาต้องย้อนกลับไป ‘อ่านใหม่’ หรือแม้แต่รอคอยให้เรื่องราวที่แท้จริงคลี่คลายออกมาด้วยใจระทึก โดยตัวละครนักสืบของคริสตีจะเป็นคนที่ ‘เข้าใจแผนการทั้งหมดของฆาตกร’ ในช่วงท้าย โดยค่อยๆ สร้างความกระจ่างให้ผู้อ่านและเปิดเผยความลับที่ซุกซ่อนอยู่ระหว่างเรื่องเล่าออกมาในที่สุด ก่อนที่คริสตีจะจับเอานักสืบและผู้ต้องสงสัยทุกคน(ที่ยังมีชีวิตเหลือรอด)มา ‘เผยธาตุแท้’ ของกันและกัน ณ สถานที่เกิดเหตุในตอนจบ! (ซึ่งโครงสร้างของพล็อตและจุดหักมุมตามสูตรแบบอากาธา คริสตีดังที่แจกแจงไปนี้ เราจะได้เห็นกันจนคุ้นชินในการ์ตูนยุคปัจจุบันอย่าง โคนัน หรือ คินดะอิจิ นั่นเอง)

ตัวอย่างงานดัดแปลงที่เข้าข่าย : And Then There Were None ทั้งฉบับหนังปี 1945 และฉบับมินิซีรีส์ปี 2015 ของช่อง BBC ที่สร้างจากนิยายชื่อเดียวกันที่ขายดีที่สุดของคริสตี (ซึ่งทำยอดขายได้กว่า 100 ล้านเล่ม!) ว่าด้วยคนแปลกหน้าจำนวน 10 คนที่ถูกคนแปลกหน้า(อีกคน)เชื้อเชิญให้มาพักผ่อนและสังสรรค์กันบนเกาะส่วนตัว …ก่อนพวกเขาจะค่อยๆ ถูกสังหารโหดไปทีละคนอย่างมีเงื่อนงำและทุกคนกลายเป็นผู้ต้องสงสัย หรือจะเป็น Crooked House หนังปี 2017 ที่ เกลนน์ โคลส แสดงเป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัวที่ล้วนเกี่ยวพันกับการตายของมหาเศรษฐีไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง จนกลายเป็นผู้ต้องสงสัยกันไปหมด! – ซึ่งครบครันทั้งพล็อตและจุดหักมุมที่ยากเกินคาดเดาตามสูตรการเล่าเรื่องของอากาธา คริสตีแบบเป๊ะๆ

 

Murder, She Said
The A.B.C. Murders
การออกแบบ ‘ตัวละคร’ ที่สมจริงจนเราเชื่อมโยงด้วยได้ และกลายมาเป็นตัวแปรสุดเข้มข้น

ไม่เพียงแค่พล็อตและจุดหักมุมที่ทำให้ผู้อ่านล้มคว่ำคะมำหงายเท่านั้น หากแต่เสน่ห์อีกประการหนึ่งที่ทำให้เราติดหนึบกับเรื่องเล่าแบบอากาธา คริสตีก็คือ การสร้างตัวละครที่แม้จะมีบุคลิกโดดเด่นจนเกือบเหมือนคาแร็กเตอร์ในหนังสไตล์จัดสักเรื่อง แต่ก็กลับดู ‘สมจริง’ เสียจนสามารถสร้าง ‘ความรู้สึกเชื่อมโยง’ กับผู้อ่านได้เกือบทุกเพศ ทุกวัย และทุกชนชั้น ซึ่งเป็นผลมาจากการที่คริสตีชอบสังเกตสิ่งละอันพันละน้อยจากผู้คนแวดล้อมในชีวิตประจำวัน ทั้งจากรูปลักษณ์ภายนอกและพฤติกรรมที่พวกเขาแสดงออกมาซึ่งแสดงถึงลักษณะนิสัยที่แฝงอยู่ภายในนั่นเอง

ยกตัวอย่างเช่น ตัวละครนักสืบอย่างปัวโรต์ (ปรากฏตัวครั้งแรกในนิยาย The Mysterious Affair at Styles ปี 1920 – อันเป็นนิยายเล่มแรกของคริสตีที่ถูกตีพิมพ์) และคุณนายมาร์เปิล (ปรากฏตัวครั้งแรกในเรื่องสั้น The Tuesday Night Club ปี 1927) ที่แม้จะเป็นตัวละครที่มีวิถีชีวิตแบบ ‘ชนชั้นกลางค่อนสูง’ แต่ก็ยังสามารถเข้าถึงผู้อ่านในชนชั้นที่ด้อยกว่าได้ ผ่านการแสดงให้เห็นถึง ‘สภาวะแปลกแยก’ (ปัวโรต์เป็นชาวต่างชาติที่แต่งตัวแปลกๆ ส่วนคุณนายมาร์เปิลเป็นหญิงชราที่ถูกคนมองข้าม) หรือ ‘ข้อบกพร่อง’ ที่มนุษย์ทุกคนล้วนมีอยู่ (ปัวโรต์เป็นผู้ชายร่างเตี้ยป้อมกว่ามาตรฐาน คุณนายมาร์เปิลก็ดูจุ้นจ้านจนเกือบจะน่ารำคาญ ส่วนอีกหลายตัวละครของเธอก็มีปัญหาชีวิตให้ต้องดิ้นรนฟันฝ่าและหลายครั้งก็เลยเถิดจนนำไปสู่การก่ออาชญากรรมอันน่าเศร้าสลด) แต่ขณะเดียวกัน พวกเขาก็ยังมีปฏิภาณไหวพริบที่น่านับถือและ/หรือความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นที่พร้อมจะช่วยเหลือ พวกเขาทั้งคู่จึงกลายเป็นตัวละครที่มีคนรักใคร่มาได้ยาวนานจนถึงทุกวันนี้ (ปัวโรต์มีนิยายต่อเนื่องมาอีกกว่า 30 เล่ม ส่วนคุณนายมาร์เปิลก็มีอีกเป็นหลักสิบ – ซึ่งนอกจากนี้ ก็ยังมีอีกหลายครั้งที่แฟนๆ ได้เห็นทั้งคู่ออกสืบคดียากๆ ร่วมกัน)

Witness for the Prosecution

การสร้างตัวละครที่สมจริงและเป็นที่รักเหล่านี้จึงไม่เพียงช่วยให้ผู้อ่านรู้สึกประทับใจกับตัวละครจนสามารถจดจำพวกเขาได้เท่านั้น หากแต่ยังช่วยยกระดับความเข้มข้นให้กับเรื่องเล่าได้อีกด้วย เมื่อตัวละครเหล่านี้ที่เรารู้สึกผูกพันต้องตกอยู่ภายใต้สถานการณ์บีบคั้น (เช่น นักสืบที่เราเอาใจช่วยถูกต้อนจนมุม) หรือแม้แต่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่นก็ตาม (เช่น ผู้ต้องสงสัยที่มีปัญหาชีวิต หรือฆาตกรร้ายที่มีปมทางใจเปิดเผยความอ่อนแอของตนออกมาในตอนท้าย) เพราะจงอย่าลืมว่าแม้แต่คนที่ทำเรื่องเลวร้ายที่สุด-ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นฆาตกรตัวจริงหรือไม่-ก็ยังมี ‘ความเป็นมนุษย์’ ที่โกรธ เหงา เศร้า หรือรักได้ไม่ต่างกันทั้งนั้น

ตัวอย่างงานดัดแปลงที่เข้าข่าย : Murder, She Said หนังปี 1961 ที่ ‘ความเป็นคนนอกผู้บกพร่อง…แต่ก็น่ารักและน่าลุ้น’ ของตัวละครคุณนายมาร์เปิลถูกนำมาใช้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด เช่นเดียวกับตัวละครปัวโรต์-ที่แสดงโดย จอห์น มัลโควิช ซึ่งแม้จะแปลกต่างไปจากปัวโรต์ที่เราคุ้นชิน แต่ก็เต็มไปด้วยปูมหลังและมิติทางอารมณ์ที่น่าสนใจ-ในซีรีส์ The A.B.C. Murders เมื่อปี 2018 หรือจะเป็น Witness for the Prosecution เวอร์ชั่นมินิซีรีส์ปี 2016 ที่ดัดแปลงจากเรื่องสั้นของคริสตี-ว่าด้วยชายที่ถูกจับในข้อหาฆาตกรรมชู้รักเพื่อหวังสมบัติ ซึ่งความโดดเด่นประการหนึ่งยังอยู่ที่มิติอันรอบด้านของตัวละครภรรยาผู้ต้องกลายมาเป็น ‘พยาน’ ให้เขา (รับบทโดย แอนเดรีย ไรส์โบราฟ) ที่ทั้งน่าสงสาร-ที่ถูกสามีนอกใจ-และน่าหวาดหวั่น-ว่าจะลุกขึ้นมาแก้แค้นสามีเมื่อไหร่ก็ได้-สำหรับผู้ชมไปในเวลาเดียวกัน

 

Murder on the Orient Express (1974)
Murder on the Orient Express (2017)
การเปลี่ยนจังหวะของ ‘บทสนทนา’ ที่ช่วยก่อร่างความกดดันทางอารมณ์

แต่แค่พล็อตที่ซับซ้อนกับตัวละครที่คนรักก็อาจยังไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของการสร้างเรื่องราวลึกลับให้น่าระทึก อากาธา คริสตีจึงยังมีเทคนิคสำคัญที่ช่วยให้ผู้อ่านตามติดเรื่องเล่าด้วยความกระหายอยากมากขึ้น โดยการค่อยๆ ใส่รายละเอียดและข้อมูลต่างๆ ลงไปให้ผู้อ่านได้จินตนาการตาม ผ่านเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดของคริสตีอย่าง ‘บทสนทนา’ ที่แม้จะมีจำนวนมหาศาล แต่มันกลับช่วยในการกำหนด ‘จังหวะของเรื่องเล่า’ ให้ออกมาเร่งเร้าหรือหลอกหลอน และผลัก ‘ระดับความตึงเครียด’ ระหว่างตัวละครในแต่ละช่วงเวลาให้พุ่งสูงขึ้นได้อย่างน่าสนใจ (ซึ่งจะว่าไปก็ช่างละม้ายคล้ายกับเทคนิคของซีรีส์สืบสวนที่พูดกันทั้งเรื่องอย่าง Mindhunter เสียเหลือเกิน) โดยใช้บทสนทนาที่ยาวเหยียดในการอธิบายเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับรูปคดี/ผู้คน/ความรู้สึก ก่อนจะใช้ถ้อยคำที่กระชับสั้นลงเรื่อยๆ เพื่อให้คนอ่านได้รู้เป็นนัยๆ จะกำลังจะเกิดสิ่งที่ไม่คาดฝันหรือน่าตื่นเต้นขึ้นในอีกไม่ช้า

Death on the Nile

อย่างไรก็ดี, แม้ว่าอากาธา คริสตีจะเคยเผยถึงสุดยอดเคล็ดลับในการเขียนเรื่องของเธอเอาไว้ว่า “ฉันไม่เคยพยายามที่จะลอกเลียนวิธีการเขียนของนักเขียนเก่งๆ คนไหนเลย เพราะฉันได้เรียนรู้แล้วว่า ฉันก็คือฉันเอง และฉันจะเขียนในสิ่งที่มีแต่ฉันเท่านั้นที่เขียนได้” – แต่เหล่านี้ก็น่าจะเป็นเทคนิคที่ ‘นัก(อยาก)เล่าเรื่อง’ ไม่ว่าแขนงไหนก็สามารถนำไปปรับใช้ได้ไม่ต่างกัน

ตัวอย่างงานดัดแปลงที่เข้าข่าย : หนึ่งในนิยายชุดปัวโรต์อย่าง Murder on the Orient Express ที่เคยถูกดัดแปลงเป็นหนังทั้งในปี 1974 ของ ซิดนีย์ ลูเม็ต (ซึ่งคริสตีเป็นปลื้ม แถมยังเข้าชิง 6 ออสการ์ และชนะมาได้ 1 คือสมทบหญิงของ อิงกริด เบิร์กแมน) และล่าสุดในปี 2017 ของ เคนเน็ธ บรานาห์ (ซึ่งเล่นเป็นปัวโรต์เอง!) โดยคริสตีเล่าถึงเหตุฆาตกรรมบนรถไฟ-ซึ่งกำลังวิ่งอยู่-ที่ผู้โดยสารแทบทุกคนบนนั้นล้วนมี ‘แรงจูงใจ’ ในการฆ่าเหยื่อรายนี้ทั้งสิ้น ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเรื่องเกิดในสถานที่ปิดเช่นนี้-ที่ไม่ค่อยเอื้อต่อฉากแอ็กชั่นอยู่แล้ว ตัวละครจึงพูดกันน้ำไหลไฟดับ และบทสนทนาของพวกเขาก็กลายมาเป็นตัวขับเคลื่อนจังหวะและสร้างความกดดันให้เรื่องราวได้อย่างหน่วงหนัก เช่นเดียวกับ Death on the Nile ฉบับหนังปี 1978 ของ จอห์น กิลเลอร์มิน ที่เปลี่ยนสถานที่เกิดเหตุจากบนรถไฟมาเป็นบนเรือล่องแม่น้ำไนล์แทน