Apocalypse Now Art of Storytelling Baby Driver Bohemian Rhapsody Breathless editing Inception การตัดต่อ การเล่าเรื่อง

‘การตัดต่อ’ นั้น …สำคัญไฉน : ชำแหละไวยากรณ์ ‘เล่าเรื่อง’ ในโลกภาพยนตร์

Home / Art of Storytelling / ‘การตัดต่อ’ นั้น …สำคัญไฉน : ชำแหละไวยากรณ์ ‘เล่าเรื่อง’ ในโลกภาพยนตร์

“ผมรักงานตัดต่อมาก มากเสียจนคิดว่ามันเป็นยิ่งกว่ากระบวนการหนึ่งในการทำภาพยนตร์”

สแตนลีย์ คูบริค เจ้าพ่อคนทำหนังยุค 80 กล่าวอย่างแข็งขัน และอาจจะเป็นเช่นนั้นสำหรับเขาจริงๆ เมื่อมองย้อนไปยังหลายต่อหลายฉาก ทั้งตัวละครที่กระชากใบหน้าโผล่เข้ามาหลังจามขวานใส่บานประตู The Shining (1980) หรือฉากมนุษย์วานรโยนกระดูกขึ้นไปบนอากาศแล้วตัดสลับกลับมาเป็นยานรูปร่างเหมือนแท่งสี่เหลี่ยมสีขาวในโลกอนาคตจาก 2001: A Space Odyssey (1968)

สำหรับภาพยนตร์ ‘การตัดต่อ’ ไม่ใช่เพียงแค่การกระชั้นฟุตเตจเล่าเรื่องให้ได้ภายในเวลาที่กำหนดเท่านั้น หากแต่มันยังเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดเลยก็ว่าได้ในการจะกำกับทิศทางและเรื่องเล่าของหนัง ราวกับเป็นบังเหียนใหญ่ กล่าวอย่างง่ายที่สุด การตัดต่อนั้นอาจจะเป็นเสมือนไวยากรณ์หลักของหนัง มันทั้งใช้เล่าเรื่อง ใช้บอกบุคลิกของตัวละคร ตลอดจนบรรยากาศโดยรวมของหนัง

ตัวอย่างการตัดต่ออันเลื่องชื่อและทรงพลังมากที่สุดครั้งหนึ่งคือการใช้ Jump cut (การตัดต่อแบบไม่เน้นความต่อเนื่อง) จากเรื่อง Breathless (1960, ฌ็อง-ลุก โกดาด์) ที่กล้องจับไปยังตัวละครชายหญิงสองคนบนรถคันเล็กๆ สถานะทางสังคมของพวกเขาสั่นคลอนเท่าๆ กับความสัมพันธ์ ทั้งสองว้าวุ่นและสับสนซึ่งแสดงออกผ่านจังหวะการตัดต่อแบบกระโดดจนเหมือนไม่ปะติดปะต่อ คนดูจึงรู้สึกว่าพวกเขาลังเลและไม่หนักแน่นกับเส้นทางที่กำลังเลือกเดิน รวมถึงรู้สึกแกว่งไกวไปพร้อมๆ กับตัวละครด้วย

หรือการตัดต่อแบบ Cross-cutting ที่ตัดสลับไปมาระหว่างสองสถานที่ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ Inception (2010, คริสโตเฟอร์ โนแลน) โดยหนัง -ที่ว่าด้วยการโจรกรรมความคิดในชั้นความฝันต่างๆ กัน- เล่าตัดระหว่างสองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน เหตุการณ์แรกคือลิมโบหรือชั้นความฝันที่ ยูซุฟ (ดีลิป ราโอ) ขับรถพาขบวนนักโจรกรรมหนีจากการตามล่า และส่งผลสะเทือนไปถึงชั้นลิมโบที่ อาเธอร์ (โจเซฟ กอร์ดอน-เลวิตต์) ประจำการอยู่ด้วย ผลกระทบบนรถยนต์ของยูซุฟซึ่งอาเธอร์หลับอยู่สะเทือนไปจนถึงลิมโบที่อาเธอร์ประจำการในโรงแรม ซึ่งคนดูจะรู้ได้จากการที่หนังตัดสลับระหว่างสองสถานการณ์ไปพร้อมๆ กัน เมื่อรถยนต์กระแทกหรือพุ่งชนกับสิ่งกีดขวาง ห้องโถงที่อาเธอร์เฝ้าอยู่ก็หมุนคว้างตามหรือแม้กระทั่งสั่นคลอน “เวลาคุณลงมือตัดต่อน่ะคุณจะเห็นอะไรต่อมิอะไรมากขึ้นเองแหละ โดยเฉพาะการแสดง เพราะหลังจากที่คุณถ่ายโน่นนี่มาเยอะมากๆ เพราะต้องเก็บฟุตเตจไว้ บางฉากเราก็เพิ่งมาค้นพบในห้องตัดต่อว่ามันใช้ในการเล่าเรื่อง เชื่อมโยงได้นี่แหละ” โนแลนเคยกล่าวไว้เช่นนั้น

Apocalypse Now

วอลเตอร์ เมิร์ช นักตัดต่อมือทองของฮอลลีวูดจาก Apocalypse Now (1979, ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา) และ The English Patient (1996, แอนโธนี มิงเกลลา) จำแนกหัวใจของการตัดต่อไว้ 6 ประการว่า

1) มันต้องดึงเอาห้วงความรู้สึก ณ ขณะนั้นในหนังออกมาให้ได้

2) ต้องช่วยเสริมในการเล่าเรื่อง

3) จังหวะตัดต่อต้องลงตัวและเหมาะสมสำหรับหนัง

4) จงอย่าลืมคำนึงถึงสายตาของคนดูที่จับจ้องไปยังแต่ละเฟรม แต่ละตัวละครด้วย

5) เคารพและเข้าใจงานภาพ (เช่น การตัดรับทิศทางของภาพ สายตาของตัวละครให้เข้ากัน)

6) เช่นเดียวกัน หากว่าตัวละครมีมากกว่าสองตัว จงคำนึงถึงเรื่องนี้และตัดต่อให้สอดรับกันให้ได้มากที่สุด

Baby Driver (2017, เอ็ดการ์ ไรต์) เล่าถึงเด็กหนุ่มที่รับข้างขนส่งอาชญากรไปตามที่ต่างๆ รับประกันว่าไม่มีพลาด ปัญหาเดียวคือเขาบกพร่องเรื่องการรับรู้เรื่องเสียง จึงต้องฟังเพลงขณะขับรถเสมอเพื่อหาจังหวะลงตัวให้ได้ หนังชิงออสการ์สาขาตัดต่อยอดเยี่ยมจากฉากตัวละครกระชากรถ แล่นไถลไปบนถนนอย่างเดือดดาลควบคู่กันไปกับเสียงเพลงที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนไม่แปลกใจที่หลายคนจะรักหนังเรื่องนี้จากจังหวะการตัดต่อที่ทั้งกระโชกกราดเกรี้ยวเมื่อตัวละครต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ตึงเครียด หรืออ่อนโยนนุ่มนวลเมื่อเขาขับรถเล่นกับหญิงสาวที่แอบชอบ

พอล มาชลิสส์ มือตัดต่อคู่บุญของไรต์ที่เคยกอดคอทำหนังด้วยกันมาแล้วตั้งแต่ Scott Pilgrim vs. the World (2010) และ The World’s End (2013) ยังไม่วายออกปากว่า ไอ้หนังขับรถไปฟังเพลงไปเรื่องนี้คือ ‘หนังที่ตัดต่อยากที่สุด’ เพราะเขาต้องแบกคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่างๆ ระเห็จไปอยู่หน้ากองถ่าย เพื่อที่ว่าไรต์ถ่ายเสร็จแล้วจะได้ให้เขาเอามาตัดต่อเลยว่ามันเข้ากันกับเพลงมากแค่ไหน เพราะไรต์ไม่อยากจะมาถ่ายซ้ำหรือเจอสภาวะแบบที่ถ่ายทำจบไปแล้วหกเดือนถึงเพิ่งมาเห็นว่าใช้ไม่ได้หรือต้องถ่ายซ่อม ชีวิตของพระเอกมันถูกควบคุม จัดระเบียบโดยดนตรีล้วนๆ เขาเลยต้องมีเพลงที่ใช่ในแต่ละช่วงเวลา เพลงเลยสำคัญกับหนังมากเพราะเรารู้ว่า ไอ้ฉากนี้มันจะได้เรื่องก็ต่อเมื่ออยู่กับเพลงนี้” เขาเล่า (โดยหลังจากตัดต่อหนังเรื่องนี้เสร็จ เขาก็เป็นอันต้องปลดระวางแป้นคีย์บอร์ดคู่มือทันทีเพราะสภาพเยินมาก)

Bohemian Rhapsody (2018, ไบรอัน ซิงเกอร์) คือหนังเรื่องล่าสุดที่คว้าออสการ์สาขาตัดต่อยอดเยี่ยมได้ ซึ่งไม่แปลกที่จะเป็นเช่นนั้น เพราะหนังตัดสลับไปมาระหว่างเส้นทางความรุ่งโรจน์ของวง Queen ตลอดจนความทรุดโทรมของตัวละครกับการขึ้นคอนเสิร์ตอย่างยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ มันจึงไม่เป็นเพียงการเล่าเรื่องเท่านั้น หากแต่ยังขับเน้นอารมณ์ความเปราะบางของตัวละคร และย้ำเตือนคนดูให้นึกถึงความหวั่นไหวที่พวกเขาทั้งวงกำลังเผชิญ

“การกระทำน่ะคือตัวละคร ตัวละครนั้นมีอยู่จริงก็เพราะสิ่งที่พวกเขาทำ หาใช่สิ่งที่เขาพูด”  ซิด ฟีลด์ คนเขียนบทหนังและสารคดีระบุไว้ในหนังสือ Screenplay, The Foundations of Screenwriting เพราะเรากำลังเล่าเรื่องผ่านงานภาพ เราต้องรู้ว่าตัวละครจะแสดงออกอย่างไร จะตอบโต้กับเหตุการณ์ที่เขาหรือเธอเผชิญหน้าแบบไหน” เขาปิดท้าย