Charles Manson David Fincher Manson Family Mindhunter Netflix

เขาประกอบสร้าง ‘ฉากสนทนา’ กันอย่างไรให้ ‘น่าสะพรึง’ ใน Mindhunter

Home / Art of Storytelling / เขาประกอบสร้าง ‘ฉากสนทนา’ กันอย่างไรให้ ‘น่าสะพรึง’ ใน Mindhunter

อาจกล่าวได้ว่า Mindhunter คือซีรีส์ธริลเลอร์แนวสืบสวนสอบสวนอันดับต้นๆ ของศักราชนี้ ด้วยความโดดเด่นในหลากหลายแง่มุมของมัน นับจากฝีมือการแสดงสุดเข้มข้นในบทน้อยใหญ่, การแคสติ้งนักแสดงมาสวมบทเป็นตัวละครฆาตกรที่ใกล้เคียงตัวจริงจนน่าขนลุก ไปจนถึงงานสร้างอันละเอียดลออแบบเก็บทุกเม็ด – ซึ่งหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่เราไม่อาจละเลยได้เลยก็คือ การออกแบบ ‘ฉากสนทนา’ ที่สามารถถ่ายทอดบรรยากาศอันน่าสะพรึงของ ‘เรื่องเล่าสะเทือนขวัญจากปากคำของบรรดาฆาตกรต่อเนื่อง(หรือเหยื่อ)ที่ถูกส่งต่อไปยังเจ้าหน้าที่เอฟบีไอ’ ได้อย่างทรงพลัง จนคนดูแทบนั่งไม่ติดเก้าอี้ โดยในซีซั่น 2 ที่เพิ่งออกฉายไปหมาดๆ ผู้สร้างอย่าง เดวิด ฟินเชอร์ และชาวคณะก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์ในข้อนี้เอาไว้ได้อย่างแน่นเหนียว อีกทั้งยังดูเหมือนว่าจะ ‘สุดขีดคลั่ง’ และ ‘เปี่ยมชั้นเชิง’ กว่าซีซั่นแรกเสียด้วยซ้ำ

อะไรคือเทคนิคของการประกอบสร้างฉากสนทนาสุดสะพรึงเหล่านี้ใน Mindhunter …เราขอยกตัวอย่างที่น่าสนใจจาก 3 ฉากสนทนาในซีซั่น 2 มาชำแหละกันแบบคร่าวๆ ดังต่อไปนี้

 

ตัวอย่างที่ 1 : Son of Sam ฆาตกรผู้ถูก ‘ปีศาจ’ สิงสู่ …กับจังหวะการเล่าเน้นจินตนาการแบบ ‘เรื่องผี’

Son of Sam คือฉายาของ เดวิด เบอร์โควิตซ์ หนึ่งในฆาตกรต่อเนื่องผู้โด่งดังราวกับ ‘ดารา’ ในยุค 70 ที่คู่หูเจ้าหน้าที่เอฟบีไอผู้ตามเก็บข้อมูลฆาตกรทั่วประเทศอย่าง โฮลเดน ฟอร์ด (รับบทโดย โจนาธาน กรอฟฟ์) และ บิลล์ เทนช์ (โฮลต์ แม็กคอลลานี) ต้องสัมภาษณ์ โดยนอกจากที่การแสดงอันสมบทบาทของ โอลิเวอร์ คูเปอร์ -ผู้รับบทเบอร์โควิตซ์ผู้กล่าวอ้างว่าตนถูก ‘เสียงของปีศาจ’ ครอบงำให้ลงมือปลิดชีพเหยื่อคนแล้วคนเล่า- จะช่วยให้ฉากนี้ออกมาหลอกหลอนและน่าติดตามเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การปล่อยจังหวะหนัก-เบาให้ผู้ชมได้ซึมซับบรรยากาศและจินตนาการตามเรื่องเล่า ก็ถือเป็นวิธีการหลักๆ ในการถ่ายทอดฉากสนทนาของ Mindhunter ที่สามารถดึงความสนใจให้ผู้ชมจับจ้องสาระของฉากนั้นๆ ไปได้ตั้งแต่ต้นจนจบ

ลักษณะเด่นของฉากสนทนาเหล่านี้ในซีรีส์ ก็คือการปล่อยให้ผู้ชม ‘ฟัง’ เรื่องเล่า และ ‘สังเกต’ สีหน้า ท่าทาง และน้ำสียงของฆาตกรขณะบอกเล่าเรื่องราวสุดโหดของตน ภายใต้จังหวะอันเนิบช้าที่เรียกร้องสมาธิอย่างสูงจากผู้ชม ทั้งนี้ก็เพื่อปล่อยให้ผู้ชมได้ใช้เวลาซึมซับกับบรรยากาศแวดล้อม เรื่องเล่า และตัวตนของฆาตกร จนค่อยๆ ก่อเกิดเป็น ‘ความกลัว’ ในจิตใจของผู้ชมทีละนิด ซึ่งเป็นเทคนิคเดียวกับที่การฟัง ‘เรื่องผี’ ส่งผลต่อความรู้สึกของเรานั่นเอง เพราะมันทำให้เราได้ใช้จินตนาการไปพร้อมกับเรื่องเล่า และวิธีการนี้ก็ได้ผลกว่าการฉาย ‘ภาพเหตุการณ์ย้อนอดีต’ (Flashback) แบบชัดๆ ให้ผู้ชมได้เห็น-แบบที่หนังหรือซีรีส์ทั่วไปในแนวทางนี้นิยมทำกัน ซึ่งอาจลดทอนจังหวะการเล่าจนทำให้ฉากเหล่านี้ไม่สามารถก่อร่างความตึงเครียดให้ผู้ชมได้อย่างต่อเนื่องมากพอ

 

ตัวอย่างที่ 2 : เควิน ไบรต์ เหยื่อผู้อ่อนไหวที่ ‘ไร้หน้าตา’ …กับมุมกล้อง ‘แทนความรู้สึก’ ของตัวละคร

ไม่เพียงแค่ตัวฆาตกรผู้ก่อการ หากแต่ Mindhunter ยังมีฉากสนทนาระหว่างเจ้าหน้าที่และ ‘เหยื่อ’ อีกด้วย เมื่อบิลล์ต้องลุยเดี่ยวไปสัมภาษณ์ เควิน ไบรต์ (แอนดรูว์ แย็คเคล) เหยื่อผู้รอดชีวิตจากคดีสังหารพี่สาวของเขาในการลงมือครั้งแรกของฆาตกรนาม BTK หรือ เดนนิส เรเดอร์ ภายใต้ข้อแม้ที่ว่า เขาจะยอมให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลฝังใจเมื่อ 5 ปีก่อน แต่ต้องไม่มีใครมองหน้าหรือจ้องตาเขาระหว่างการสนทนาเป็นอันขาด เนื่องจากเขามีบาดแผลฉกรรจ์ที่ถูกฆาตกรยิงเข้าแสกหน้าซึ่งกลายเป็นปมทางใจของเขามาจนถึงปัจจุบัน – ซึ่งจุดเด่นของฉากดังกล่าวก็คือ การที่กล้องไม่ยอมให้ผู้ชมได้เห็นใบหน้าของเหยื่อ-เหมือนกับตัวละครบิลล์ที่ไม่สามารถทำได้-ไปตั้งแต่ต้นจนจบฉากนั่นเอง ผู้ชมจึงทำได้แค่สังเกตท่าทางและฟังเสียงเล่า ‘ประสบการณ์การถูกทำร้ายจนปางตายและได้เห็นพี่สาวของตนถูกฆ่าตายไปต่อหน้าต่อตา’ อันสุดแสนสะเทือนใจของเควินไปพร้อมๆ กับบิลล์ โดยไม่ได้เห็นหน้าของเขาขณะเล่าเลยแม้แต่น้อย

การใช้มุมกล้องที่ทำให้ตัวละครดูเหมือน ‘ไร้หน้าตา’ เช่นนี้ นอกจากจะทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าเหยื่อมีสถานะเป็น ‘บุคคลลึกลับผู้น่าหวั่นเกรง’ เนื่องจากผู้ชมต้องจินตนาการถึงใบหน้าที่มีแผลกระสุนของเขาไปด้วยแล้ว ในขณะเดียวกัน มันก็ยังสะท้อนถึงความรู้สึกไม่ปลอดภัยและความหวาดกลัว-ที่ตัวละครนี้ได้รับจากเหตุสะเทือนขวัญในวัยเด็ก-ออกมาได้อย่างทรงประสิทธิภาพ (โดยในฉากนี้ ยังมีการใช้ประโยชน์จาก ‘สถานที่สนทนา’ ด้วย นั่นคือภายในรถยนต์ที่จอดอยู่ใต้สะพานอันทึมทึบและไร้ผู้คน ซึ่งก็ยิ่งช่วยเพิ่มความตึงเครียดได้ดี แถมยังสามารถใช้โครงสร้างบางส่วนของรถในการปกปิดใบหน้าเหยื่อไม่ให้ผู้ชมเห็นได้อีกด้วย) …ซึ่งนี่เองที่ช่วยทำให้ผู้ชมเองรู้สึกไม่ปลอดภัยและหวาดกลัวตามเควินไปด้วย โดยที่เราไม่จำเป็นต้องเห็นสีหน้าหรือแววตาของตัวละครนี้เลยด้วยซ้ำ

 

ตัวอย่างที่ 3 : ชาร์ลส์ แมนสัน ชายผู้บงการด้านอ่อนแอของมนุษย์ …กับการ ‘สวมบทบาท’ ให้ผู้ชมโดยอัตโนมัติ

ตัวละครที่แฟนๆ ซีรีส์รอคอยที่จะได้เห็นโฉมหน้าในซีซั่นนี้มากที่สุด คงหนีไม่พ้น ชาร์ลส์ แมนสัน -เจ้าลัทธิ ‘ครอบครัวแมนสัน’ ที่เป็นผู้ส่งสาวกไปก่อเหตุสะเทือนขวัญแห่งอย่างคดีสังหารนักแสดงสาวท้องแก่ ชารอน เทต– ที่ถูกเอ่ยชื่อถึงมาตั้งแต่ซีซั่นแรก ซึ่งพระเอกของฉากดังกล่าวก็คือ เดมอน เฮอร์รีแมน นักแสดงผู้รับบทแมนสันทั้งในซีรีส์ชุดนี้และหนัง Once Upon a Time in Hollywood -ซึ่งกำลังเป็นที่ฮือฮาในแวดวงหนังโลกในปีนี้- ของผู้กำกับ เควนติน ทารันติโน ที่สามารถถ่ายทอดตัวละครเจ้าลัทธิจอมกร่างผู้รู้สึกว่าตนเป็นเหมือน ‘ราชา’ นี้ออกมาได้อย่างมีมิติ โดยเฉพาะกับการ ‘เล่นใหญ่’ ผ่านสีหน้าท่าทางจนทำเอาผู้ชมรู้สึกอึดอัดและตึงเครียดตามไปกับสองเจ้าหน้าที่เอฟบีไอของเราด้วย

จุดเด่นของฉากนี้คือ ‘การจัดวางระดับความตึงเครียด’ ผ่านระดับการแสดงอารมณ์ของตัวละครทั้งหมดในฉาก โดยแรกเริ่มผู้ชมจะถูกกำหนดให้มีระดับอารมณ์แบบเดียวกับโฮลเดนและบิลล์-ซึ่งผู้ชมเชื่อมโยงตัวเองมาด้วยแล้วตั้งแต่ต้น-ที่กำลัง ‘ทำใจ’ เตรียมจะเผชิญหน้ากับวายร้ายในตำนาน-ที่ถูกบิลด์กันมายาวนานข้ามซีซั่น-อย่างแมนสัน และเมื่อแมนสันค่อยๆ ใช้ท่าทีแบบ ‘ราชา’ แผ่รัศมีแห่งอำนาจและความร้ายกาจให้ฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งฉาก นับตั้งแต่เดินเข้ามาและนั่งลงบนพนักพิงเก้าอี้ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สูงกว่าเอฟบีไอทั้งสอง(และมุมกล้องที่จับจ้องเขาอยู่) จนดูคล้ายกับเป็นการวางท่า ‘ข่มขู่’ อยู่กลายๆ ซึ่งถือเป็นเทคนิคการบงการ/โน้มน้าวจิตใจของแมนสันที่เล่นเอาล่อเอาเถิดกับด้านที่ ‘อ่อนแอ’ ของผู้คน-เหมือนกับที่สาวกคนหนึ่งของเขาได้กล่าวไว้ ผู้ชมจึงค่อยๆ ถูกทำให้ตกอยู่ภายใต้สภาวะความอึดอัดแบบเดียวกันกับตัวละครฝั่งเอฟบีไออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จนกระทั่งถึงจุดหนึ่งที่แมนสันค่อยๆ ปล่อยระเบิดลูกแล้วลูกเล่าใส่ผู้ฟัง (ทั้งตัวละครและผู้ชม) ผ่านทางวาจาและท่าทางที่สร้างความอึดอัดไปจนถึงยั่วอารมณ์จนอยากโต้กลับไปบ้าง ซีรีส์ก็ยอมให้ตัวละครเอฟบีไออย่างบิลล์อดรนทนไม่ไหว และตอกกลับแมนสันไปบ้าง ด้วยระดับอารมณ์ที่พยายามจะ ‘เหนือ’ กว่าแมนสัน ซึ่งแทนที่มันจะเป็นการปลดปล่อยความตึงเครียดหรือความหวาดกลัวในฝั่งของตน(และผู้ชม)ให้คลี่คลายลง ทว่ามันกลับเป็นการ ‘โหมไฟ’ ให้แรงเข้า และยิ่งสร้างสภาวะตึงเครียดกดดันให้เพิ่มมากขึ้นไปเสียอีก-โดยที่ทั้งตัวละครและผู้ชมอย่างเราไม่ทันได้ตั้งตัว-ตลอดระยะเวลาของการตอบโต้กันไปมาอันดุเดือดและคาดเดาไม่ได้นั้น

นี่จึงถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างชั้นดีของการที่ผู้เล่าเรื่องสามารถดึงให้ผู้ชมเข้ามาสวมบทบาทเป็นตัวละคร-ไม่ฝั่งใดก็ฝั่งหนึ่ง-ผ่านจังหวะของเรื่องเล่าได้อย่างแนบเนียนและทรงพลัง …ซึ่งนับเป็นสิ่งที่ Mindhunter ทำได้ดีเยี่ยมมาตลอดทั้ง 2 ซีซั่น