Guardians of the Galaxy James Gunn Marvel MCU เขียนบท

4 เหตุผลที่ Guardians of the Galaxy สมควรได้เข้าชิงบทดัดแปลงยอดเยี่ยม

Home / Art of Storytelling / 4 เหตุผลที่ Guardians of the Galaxy สมควรได้เข้าชิงบทดัดแปลงยอดเยี่ยม

การได้เข้าชิงรางวัลใหญ่ในสาขา ‘บทดัดแปลงยอดเยี่ยม’ จากสมาคมนักเขียนแห่งอเมริกา (Writers Guild of America – WGA) ประจำปี 2015 ของหนังซูเปอร์ฮีโร่ยอดฮิตจากค่ายมาร์เวลอย่าง Guardians of the Galaxy (2014, เจมส์ กันน์) ท่ามกลางผู้เข้าชิงรายอื่นๆ ที่ล้วนเล่าเรื่องด้วยลีลาดราม่าสุดแสนจะจริงจังนั้น (American Sniper, Gone Girl, Wild และ The Imitation Game ซึ่งเป็นผู้ชนะในสาขานี้) ทำเอาหลายคนออกมาบ่นกระปอดกระแปดกันว่า หนัง ‘แก๊งเกรียนซูเปอร์ฮีโร่กู้โลก’ เนี่ยนะที่ได้เข้าชิงบทดัดแปลง!?

ถัดจากนี้จึงคือ 4 เหตุผลหลักๆ ที่เราคิดว่า หนังมาร์เวลเรื่องนี้สมควรที่จะมีสิทธิ์ได้เข้าชิงรางวัลบทดัดแปลงยอดเยี่ยมด้วยประการทั้งปวง …ไม่ว่าจะเป็นของ WGA หรือเวทีรางวัลไหนๆ!

1) เพราะหนังเล่นสนุกกับต้นฉบับด้วยการสร้างสรรค์สิ่งใหม่

ในขณะที่ผู้เขียนบท นิโคล เพิร์ลแมน คือคนเลือกคอมิกชุดนี้ของ แดน แอ็บเน็ตต์ และ แอนดี แลนนิง มาวางโครง, คัดตัวละคร และเขียนเป็นบทร่างแรก -ภายใต้โครงการพัฒนาบทหนังของมาร์เวลเมื่อปี 2009- ได้อย่างน่าสนใจจนทางค่ายเปิดไฟเขียว (ซึ่งก็ทำให้เธอกลายมาเป็นมือเขียนบทหญิงคนแรกของค่ายมาร์เวล) เจมส์ กันน์ ซึ่งเริ่มทำหน้าที่ผู้กำกับให้โปรเจ็กต์นี้ในปี 2012 ก็เข้ามาช่วยปรับแก้บทให้ออกมา ‘สนุกครบรส’ มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของอารมณ์ขันและฉากแอ็กชั่นสุดมัน

แนวคิดในการดัดแปลงคอมิกเรื่องนี้ของทั้งคู่ดูจะไม่ต่างกันนัก เพราะแม้พวกเขาจะหยิบเอาองค์ประกอบหลายอย่างจากต้นฉบับมาใช้ แต่พวกเขาก็ไม่กลัวที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ โดยต่อยอดจากสิ่งเก่า เพื่อให้ครบเครื่องสมกับความเป็นหนังมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของสถานที่/ตัวละคร (กันน์ปรับให้ตัวแสบอย่าง ยอนดู บังคับลูกศรด้วยการผิวปากแทนการใช้คันธนูแบบในคอมิกจนเป็นที่ฮือฮาของแฟนๆ), เรื่องราวเบื้องหลัง (เพิร์ลแมนเปลี่ยนให้ ปีเตอร์ ควิลล์/สตาร์ลอร์ด ถูกจับตัวมาจากโลกตั้งแต่ยังเด็กพร้อมกับเทปเพลงเก่ายุค 70 เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกเชื่อมโยงได้ง่ายขึ้น ก่อนที่กันน์จะขับเน้นเพลงให้มีความโดดเด่นและส่งผลต่อเรื่องราวในที่สุด), ปมขัดแย้ง (การนำเอาสององคืประกอบสำคัญในจักรวาลมาร์เวลมาสร้างเงื่อนไขใหม่ให้กับเส้นเรื่อง ทั้งอัญมณีอินฟินิตี้ที่ทุกคนหมายปอง และสุดยอดตัวร้ายอย่าง ธานอส ผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมด) ไปจนถึงการเลือกตัวละคร โรแนน, เนบิวลา และยอนดู ให้มารับบทที่ดู ‘ร้าย’ กว่าในต้นบับ

“หนังคงสนุกขึ้นถ้าเราเล่นกับตัวละครที่มีอยู่แล้วจากคอมิก โดยจะสำรวจด้านที่ต่างออกไปของพวกเขา มากกว่าที่จะแค่สร้างตัวละครขึ้นมาใหม่ – มันเป็นเรื่องน่าสนุกสำหรับแฟนคอมิกจะตายไป” กันน์ว่า

2) เพราะความเชื่อมโยงที่ผู้ชมมีต่อตัวละคร

เพิร์ลแมนใช้เวลาลองผิดลองถูกกับการคัดเลือกตัวละครหลักจากแก๊ง Guardians of the Galaxy ในคอมิกกว่าสิบตัวอยู่นานถึงสองปี กว่าจะได้ปีเตอร์ ควิลล์/สตาร์ลอร์ด (คริส แพร็ตต์), กามอรา (โซอี ซัลดานา), แดร็กซ์ (เดฟ เบาติสตา), ร็อคเก็ต แร็กคูน (พากย์เสียงโดย แบรดลีย์ คูเปอร์) และ กรูต (พากย์เสียงโดย วิน ดีเซล) มาเป็นตัวละครหลักทั้ง 5 ในฉบับหนัง ซึ่งด้วยการวางโครงสร้างความสัมพันธ์ที่คิดมาอย่างถ้วนถี่แล้วของเพิร์ลแมน และการแทรกบุคลิกบ้าๆ บวมๆ ของกันน์เข้าไป ก็ทำให้ตัวละครเหล่านี้ออกมามีเอกลักษณ์และเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์เฉพาะตัว

เหนือสิ่งอื่นใด การสร้างเรื่องราวแวดล้อมที่ช่วยขับเคลื่อนให้ตัวละครทุกตัวเติบโต เปลี่ยนแปลง และส่งผลกระทบไปยังตัวละครอื่นๆ ด้วยนั้น ก็ยังช่วยทำให้ผู้ชมอย่างเรารู้สึกเชื่อมโยงและมองเห็น ‘ความเป็นมนุษย์’ ของพวกเขาได้ไม่ยาก ไม่ว่าตัวละครนั้นจะเป็นเอเลี่ยน แร็กคูน หรือต้นไม้ยักษ์ (ขนาดตัวร้ายเองก็ยังมีมุมที่ทั้งขำและเศร้าให้เราได้เข้าถึงด้วยเช่นกัน แม้ว่าพวกเขาจะดู ‘ชั่วร้าย’ สักแค่ไหนก็ตาม) “ฉันคิดว่าสิ่งที่เชื่อมเรากับตัวละครเหล่านี้เข้าด้วยกัน ก็คือการที่พวกเขาต้องผ่านเหตุการณ์หนักหนาสาหัสร่วมกันมา จนทำให้ต่างคนต่างมีความรู้สึกแน่นแฟ้นต่อกันฉันเพื่อน – นั่นแหละคือประเด็นที่เป็นสากลสุดๆ เลยสำหรับฉัน” เพิร์ลแมนกล่าว

 

3) เพราะส่วนผสมอันเมามันของอารมณ์ขัน ฉากแอ็กชั่น และปมดราม่า

‘อารมณ์ขันท่ามกลางความหายนะ’ ที่ปรากฏอยู่แทบจะในทุกอย่าง ถือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบอันโดดเด่นของหนังที่ถูกกล่าวขวัญถึงอย่างหนาหูในหมู่นักวิจารณ์ จนถึงขนาดที่เพิร์ลแมนเองยังต้องกล่าวขอบคุณกันน์ ผู้สามารถผสมอารมณ์ขันสุดเพี้ยนของเหตุการณ์/ตัวละคร (แบบเดียวกับในหนังเกรดรองหลายเรื่องที่เขาเคยทำ) ให้เข้ากับฉากแอ็กชั่นอันบ้าคลั่งได้อย่างกลมกล่อม “สิ่งที่เจมส์ได้มอบให้กับบทหนังเรื่องนี้ก็คือ สีสันและอารมณ์ขันแบบจัดเต็ม ฉันเองก็เขียนมุกตลกลงไปในนั้นเหมือนกันนะ แต่ของเขามันตลกกว่าเห็นๆ” ขณะที่กันน์เองก็ชี้ว่า “สำหรับผมแล้ว มันเป็นเรื่องของการสร้างตัวละครที่ดูสมจริงมากกว่า ไม่ว่าเขาจะเป็นแร็กคูนหรือต้นไม้ ซึ่งเมื่อคุณทำมันได้สำเร็จ มันก็จะดึงเอาอารมณ์ขันออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติเองแหละ”

นอกจากนี้ การร้อยเรียงกันไปมาอย่างมีชั้นเชิงของฉากแอ็กชั่นเปี่ยมอารมณ์ขันกับ ‘ปมดราม่า’ ในแต่ละฉาก ก็ยังมีส่วนช่วยในการผลักดันหนังทั้งเรื่องให้เดินไปจนสุดขอบในแนวทาง Space Opera (หนังตะลุยอวกาศที่เล่าเรื่องราวการเดินทางอันยิ่งใหญ่ของตัวละครอย่างเร้าอารมณ์) ของมันอีกด้วย แม้ว่าเพิร์ลแมน-ผู้ชื่อชอบวิทยาศาสตร์และอวกาศ-จะต้องยอมละทิ้งความสมจริงทางวิทยาศาสตร์ไปบ้างเพื่อความสนุกหลุดโลกของตัวหนังก็ตาม

4) เพราะทุกรายละเอียดล้วนยึดโยงกับ ‘ธีม’ อย่างแน่นเหนียว

หากมองข้ามความฉูดฉาดของสถานการณ์, ตัวละคร, เสื้อผ้า, หน้า-ผม และสเปเชียลเอฟเฟ็กต์สไป บทหนังก็ยังสามารถสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการมอบความประทับใจที่มากไปกว่าความสนุก โดยเฉพาะการเล่นกับธีม (Theme) ของเรื่องที่ว่า ‘ทุกชีวิตต้องเผชิญหน้ากับความสูญเสียให้ได้’ ผ่านเรื่องราวและตัวละครที่ล้วนเชื่อมโยงกับความสูญเสียไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง (แม้จะเป็นตัวละครที่ชั่วร้ายที่สุดก็ตาม) โดยตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือ ฉากเปิดเรื่องที่ควิลล์ในวัยเด็กต้องสูญเสียแม่และถูกมนุษย์ต่างดาวลักพาตัวมา จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดในอีก 20 กว่าปีถัดมา ก่อนที่เหตุการณ์ต่างๆ จะทำให้เขากล้าที่จะผูกพันกับผู้คนอีกครั้ง แม้รู้ว่าต้องพบกับความสูญเสียในท้ายที่สุด

ฉะนั้น เรื่องราวความสูญเสียท่ามกลางมุกตลกและฉากแอ็กชั่นสุดเพี้ยนของ Guardians of the Galaxy จึงไม่ส่งผลเฉพาะกับแฟนคอมิกเท่านั้น หากแต่มันยังกระแทกใจผู้ชมทั่วไปมากกว่าที่เราคิด – ซึ่งนี่คือสิ่งที่หนังซึ่งถูกแปะป้ายว่า ‘เพี้ยน’ เรื่องนี้ประสบความสำเร็จอย่างไร้ข้อกังขา …โดยไม่จำเป็นต้องวางท่าขึงขังแบบหนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่องอื่นเลยด้วยซ้ำ!