เขียนบทซีรีส์แบบ Game of Thrones อย่างไรให้ตรึงหัวใจคนดู (4: ‘เปิด’ และ ‘ปิด’ อย่างทรงพลัง)

Home / Art of Storytelling / เขียนบทซีรีส์แบบ Game of Thrones อย่างไรให้ตรึงหัวใจคนดู (4: ‘เปิด’ และ ‘ปิด’ อย่างทรงพลัง)

Game of Thrones ดำเนินมาถึงปลายทางสุดท้ายที่กำลังจะออกฉายในวันจันทร์ที่ 20 พฤษภาคมนี้ หลังมหากาพย์ชิงบัลลังก์เหล็กเดินทางยาวนานเกือบทศวรรษ จากปลายปากกาของ จอร์จ อาร์ อาร์ มาร์ติน ที่สรรค์สร้างเรื่องราวการคานอำนาจ ความสัมพันธ์ และสายเลือดของเหล่าผู้คนในเวสเทอรอสออกมาเป็นหนังสือชุด A Song of Ice and Fire ที่แบ่งออกเป็นหนังสือเจ็ดเล่มใหญ่ (ตีพิมพ์แล้วห้าเล่ม) และได้รับการสร้างเป็นซีรีส์ฟอร์มยักษ์ออกฉายช่อง HBO เป็นครั้งแรกในปี 2011 นาทีนั้น แม้แต่มาร์ตินและทีมเขียนบทอย่าง เดวิด เบนิออฟ กับ ดี บี ไวส์ส ก็ไม่อาจหวังความสำเร็จระดับปรากฏการณ์เช่นนี้ Game of Thrones กลายเป็นซีรีส์แห่งยุคที่มีแฟนๆ เฝ้าติดตามอย่างอดทนและยาวนาน จุดเด่นของมันนั้นอยู่ที่เรื่องราวสลับซับซ้อน ยากจะคาดเดา และตัวละคร -อันเป็นที่รัก- ดาหน้าล้มตายอย่างไม่แยแสหัวใจคนดู ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากโครงเรื่องและการเขียนบทที่แม่นยำ

และแม้ว่า Game of Thrones ซีซั่นที่ 8 ตอนที่ 5 ซึ่งเป็นตอนที่ออกฉายล่าสุด จะได้รับการสาปแช่งจากแฟนซีรีส์กราวใหญ่ว่าเขียนบทได้ชุ่ยและส่งเดชจนทำลายซีซั่นก่อนๆ ไม่เหลือดี ( ; ω ; ) จนมีการออกล่าลายชื่อให้เขียนบทและถ่ายทำใหม่ทั้งตอน แต่เราก็คิดว่า ความดีงามของซีรีส์ในปีก่อนๆ ก็ยังเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย เพราะไม่ใช่ซีรีส์ทุกเรื่องจะทำได้ในระดับเดียวกับที่ Game of Thrones ทำ!

สิ่งที่ทำให้คนติดเจ้าซีรีส์ที่ว่าด้วยการคานอำนาจ ชิงบัลลังก์และคาวเลือดเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่ตัวละครน่าติดตามเอาใจช่วย เรื่องราวสุดพลิกผันคาดเดาไม่ได้ แต่มันยังรวมถึงการรู้จัก ‘เปิด’ และ ‘ปิด’ แต่ละตอน แต่ละซีรีส์อย่างหมดจดจนสร้างความคาใจให้แก่คนดูอย่างถ้วนหน้า ไม่ว่าคุณจะเชียร์ฝั่งทาร์แกเรียน, สตาร์คหรือแลนนิสเตอร์เองก็ตามที เว้นก็เพียงซีซั่นแรกที่ทิ้งท้ายด้วยการถ่ายฉาก เดเนอริส ลุกขึ้นยืนจากกองเถ้าถ่านพร้อมลูกมังกรทั้งสามตัว ซึ่งเป็นการ ‘วัดใจ’ จากฝั่งคนทำซีรีส์ ว่าหากมันแป้กก็ถือว่าหยุดการเดินทางของเหล่าชาวเวสเทอรอสไว้เพียงเท่านี้ หากแต่ถ้ามันได้ไปต่อ การมีอยู่จริงของมังกรและสถานะเลือดทาร์แกเรียนในตัวของเธอก็จะยิ่งกระตุ้นเร้าให้คนดูอยากติดตามซีซั่นต่อๆ ไป

และเมื่อมันไปต่อได้ ซีรีส์จึงเปิดตัวซีซั่นถัดมาด้วยฉากที่อธิบายความสัมพันธ์และบุคลิกของตัวละครที่ทิ้งค้างไว้ในซีซั่นก่อนได้อย่างเฉียบขาด โดยประเดิมด้วยฉากที่กษัตริย์จอฟฟรีย์ เพลิดเพลินกับการดูคนสังหารกันกลางลานประลอง โดยมีซานซา สตาร์ค -ผู้ซึ่งจอฟฟรีย์เพิ่งสั่งกุดหัวพ่อของเธอไปซีซั่นก่อน- นั่งมองดูด้วยสายตาชอกช้ำ ก่อนที่ซีรีส์จะทิ้งปมเขื่องขนาดใหญ่ไว้ในตอนที่ 10 Valar Morghulis เมื่อเหล่ากองกำลัง Night watch ออกสำรวจพื้นที่นอกกำแพง ที่เราต่างสงสัยว่าสิ่งลึกลับอย่าง ไวต์ วอล์คเกอร์ คนตายที่ฟื้นขึ้นมาสังหารคนเป็นนั้นมีตัวตนจริงหรือไม่ และคำตอบที่ซีรีส์ทิ้งไว้อย่างชวนคาใจสุดๆ คือการปรากฏตัวของไนต์คิง!

สิ่งสำคัญคือการเชื่อมรอยต่อของแต่ละตอน แต่ละซีซั่นให้เรียบเนียนและน่าติดตาม แม้คนเขียนบทหลักๆ จะเป็นเบนิออฟและไวส์ส แต่ในหลายๆ ตอนก็เกิดขึ้นจากการระดมความคิดของนักเขียนบทรายอื่นๆ ทั้ง ไบรอัน ค็อกแมน (ซีรีส์ My Own Worst Enemy: Conspiracy Theory), วาเนสซา เทย์เลอร์ (The Shape of Water) และ เดฟ ฮิลล์

“แน่นอนว่าโครงเรื่องน่ะมันถูกวางมาแล้ว ผมเป็นแค่คนที่ทำให้มันดุเดือดขึ้นเท่านั้น” ค็อกแมนว่า “เราผ่านการถกเถียงกับเดวิด แดนและวาเนซซาในห้องการเขียนบทมาแล้ว มันไม่ได้มีกฎเกณฑ์ตายตัวอะไร เราแค่ต้องเอาทุกอย่างมันมาประกอบด้วยกันแล้วหวังว่ามันจะออกมาดี”

การเขียนบทที่เปรียบเสมือนข้อต่อของแต่ละตอนจึงเป็นเรื่องยุ่งยากและละเอียดอ่อนมาก ซึ่งกินเวลาค็อกแมนรวมไปถึงเทย์เลอร์อยู่หลายวันในการประกอบสร้างเหตุการณ์ต่างๆ ขึ้นมา โดยที่ไม่ทำให้ความยาวเหยียดของเนื้อเรื่องและความซับซ้อนของตัวละครกลายเป็นเรื่องที่ผลักคนดูออกห่าง

“เราต้องเริ่มจากการตั้งคำถามขึ้นมาก่อนว่า ‘ถ้าเกิดว่า…'(ก่อนจะลงมือเขียนบท)เพราะมันเป็นคำถามปลายเปิด อะไรจะเกิดขึ้นก็ได้ทั้งนั้น” เทย์เลอร์อธิบาย “ความน่าสนใจมันเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเรื่องราวนั้นดำเนินไปอย่างรวดเร็ว อย่างตัวฉันชอบดูหนังหรือซีรีส์ทำนองนั้นและคิดว่าตัวเองเขียนบทแบบนี้ได้อย่างสบายใจ โดยเฉพาะถ้าได้ผสมความเป็นธริลเลอร์ลงไปด้วยน่ะ

“การเขียนบทเรื่องอื่นๆ มันคงมีอาการไอเดียตีบตันบ้าง แต่กับ Game of Thrones ไม่ค่อยมีปัญหานั้นเพราะเรามีเรื่องราวในหนังสือนำร่องอยู่แล้ว ฉันเลยรู้สึกว่าบทที่ฉันเขียนมันมีทิศทางให้ไปอยู่แล้ว สิ่งสำคัญที่ทำให้เราเข้าใจพื้นที่และการเขียนบทที่มันมาพร้อมแนวคิดล้ำๆ หรือซับซ้อนคือการร่วมงานกับทีมงานและคนทำหนังที่ ‘มีภาพ’ ในหัวของตัวเองอย่างชัดเจน พวกเขาจะบอกคุณชัดๆ ว่าอยากเห็นอะไร อยากได้อะไร แล้วปล่อยให้คุณได้ถ่ายทอดสิ่งนั้นออกมา”

กลับมาที่หัวเรือหลักอย่างเบนิออฟและไวส์ส ที่แม้จะถูกคนดูสาปส่งจาก The Last of the Starks และ The Bells ที่แสนจะหายนะ หากแต่ก็อย่าลืมว่าความดีงามของซีซั่นก่อนๆ ก็เป็นผลมาจากการกลั่นกรองเรื่องราวจากทั้งสองเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น เบนิออฟและไวส์สจึงเป็นสองคนที่รู้ดีที่สุดว่าควรจะเชื่อมโยง และปิดเรื่องราวอย่างไรเพื่อทิ้งปมในใจคนดู ในขณะเดียวกันก็สร้างความหวังให้เราๆ อยากเอาใจช่วยและติดตามเกมการเมืองในซีรีส์เรื่องนี้ข้ามปี

เรามาย้อนดูการ ‘ปิดตอน’ ที่แสนจะหมดจดผ่านฝีมือของทั้งสองกัน โดยซีซั่้นที่ 5, 6 และ 7 นั้น เบนิออฟและไวส์สคือคู่หูที่ลงมือเขียนบทตอนสุดท้ายก่อนส่งต่อไปยังซีซั่นหน้า ซีซั่นที่ 5 พวกเขาเลือกจะทำลายความหวังของคนดูอย่างเลือดเย็นด้วยการปล่อยให้เรามองดูร่างที่ถูกแทงจนยับเยินของ จอน สโนว ตายเดียวดายอยู่กลางหิมะจากการโดนหักหลัง และสานต่อด้วยการเขียนบท The Red Woman อันเป็นตอนแรกของซีซั่นถัดมาด้วยการจับจ้องไปยังร่างของจอน สโนวที่นอนแน่นิ่ง อันเป็นการเชื่อมสี, ฉากและความทรงจำของคนดูที่มีต่อเหตุการณ์นี้ได้อย่างชาญฉลาดโดยปราศจากการพูดเล่าเรื่อง และซีซั่นที่ 6 ก็ได้สร้างความหวังให้คนดูด้วยการปิดด้วยฉากกองทัพและมังกรของเดเนอริสอย่างทรงพลัง จนคนดูเฝ้ารอจะได้เห็นเธออาละวาดบนแผ่นดินผืนใหม่

Dragonstone คือตอนแรกของซีซั่น 7 ที่เบนิออฟและไวส์สจับมือกันเขียนบทอีกหน หากแต่ต่างจากซีซั่นก่อนหน้า พวกเขาเลือกเปิดเรื่องด้วยการคลายปมใหญ่ในใจคนดูอย่างการฆาตกรรมหมู่ในงานแต่งของ ร็อบ สตาร์ค ด้วยการหวนกลับมาแก้แค้นของอาร์ยาซึ่งนับเป็นการประเดิมตอนแรกที่คว้าใจคนดูได้ไม่ยาก (ใครบ้างไม่อยากเห็น วัลเดอร์ เฟรย์ ถูกลงโทษ!!) และปิดฉากซีซั่นนี้ด้วยการเผยให้เห็นว่า วิเซอเรียน มังกรน้องเล็กของเดเนอริสนั้นกลายไปเป็นหนึ่งในไวต์ วอล์คเกอร์เสียแล้ว! และมันได้ทิ้งประเด็น ความคาใจ ตลอดจนความหวัง (เพราะเดเนอริสกับแลนนิสเตอร์ตัดสินใจเข้าร่วมต่อสู้กับไวต์ วอล์คเกอร์ด้วยกัน) ไว้อย่างลงตัว

แน่นอนว่าซีซั่นสุดท้าย ตอนสุดท้ายที่จะถึงนี้ถูกคาดหวังอย่างมากว่ามันจะไม่ออกมา เอ่อ… เละ ไม่ว่าจะเพราะข้อจำกัดต่างๆ เช่นเวลาและตอนที่ออกฉายซึ่งบีบให้เรื่องต้องจบให้เร็วที่สุด หรือแม้แต่การไม่ได้หวนกลับมาร่วมทีมเขียนบทแล้วของมาร์ติน -ผู้ออกเดินทางท่องเที่ยวและอุทิศเวลาเขียนตอนจบให้หนังสือตัวเองเพียงอย่างเดียว- แต่ถึงอย่างนั้น เราก็ยังอยากหวังในตัวซีรีส์ Game of Thrones และการเขียนบทที่อยู่คู่กับซีรีส์มาตั้งแต่ซีซั่นแรกๆ ของทั้งสอง ว่ามันจะลงเอยอย่างสวยงาม ประทับใจและน่าจดจำของคนดูทุกฝ่าย ไม่ว่าคุณจะถือหางตระกูลไหน ฝ่ายใดก็ตาม